posted on 28 Jun 2008 18:01 by ohnaam in Diary
.
.
ทุกข์มีไว้ให้เห็น สุขมีไว้ให้เป็น
.
.
บนหน้ากระดาษในสมุดบันทึกเล่มเดิมที่ฉันพกติดตัวมีข้อความนี้เขียนไว้ด้วยหมึกแดง แถมด้วยอีกบางข้อความ...ตัวทุกข์ที่สุดคือ 'ฉันเป็นทุกข์' ความคิดที่ว่าตัวเองทุกข์ ทำให้ทุกข์ไม่จบไม่สิ้น...
ถ้าจำไม่ผิดฉันจดข้อความพวกนั้นไว้ตอนฟังท่าน ว.วชิรเมธี พระที่ฉันชื่นชมในแนวคิด พูดในรายการตาสว่างช่วงวันสงกรานต์ จดไว้เพื่อเตือนสติ แต่เอาเข้าจริงกลับลืม แล้วตกหลุมความทุกข์ที่ขุดไว้เอง
ขอบคุณทุกคนในเอนทรี่ก่อนจ้า บางคำแนะนำยังไม่ได้ลองใช้ แต่อยากบอกว่าแค่กำลังใจก็ช่วยได้มากมายแล้ว และขอบคุณฝ้ายเป็นพิเศษ ที่ทำให้นึกถึงประโยคที่ตัวเองจดไว้ขึ้นมา ตอนนี้สภาพจิตใจดีขึ้นมากแล้ว วันนี้ก็ออกไปทอดน่องท่องกรุงเทพฯ เพลิน ๆ ต่อไปคงต้องคอยเตือนตัวเอง
...
เวลาความทุกข์มา อย่ากอดมันไว้เป็นของตัวเอง ให้มองและทำความเข้าใจ
posted on 21 Jun 2008 01:26 by ohnaam in Diary
ชีวิตคงคือความทุกข์อย่างที่พระพุทธเจ้าบอกจริง ๆ
แล้วเราแสวงหาความสุขกันทำไมนะ
เพื่อหลอกตัวเองแล้วพยุงชีวิตที่เบาหวิวนี้ต่อไปให้ได้ตลอดรอดฝั่งน่ะเหรอ
...
เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าชีวิตช่างยากเย็น
คิดถึงอดีต มองไม่เห็นอนาคต อยากอยู่กับปัจจุบันให้ได้ แต่ก็มีแต่เรื่องให้ทุกข์ท้อใจ
รู้ว่ามองตัวเองมากเกินไป รู้ว่าใส่ใจกับอารมณ์ความรู้สึกมากเกิน ถ้าวางเฉยซะบ้างคงไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้
แต่ระหว่างการรู้กับการทำให้ได้มันก็มีช่องว่างที่ก้าวข้ามไม่พ้น ไม่พ้นซักที
บางครั้งอยากหายตัว ไม่ได้อยากตาย แค่อยากหายตัว
การตายมันเจ็บปวดเกินไป เราไม่เข้มแข็งพอจะเผชิญ และถ้าจะมีซักคน ก็ไม่อยากให้ใครคนนั้นทุกข์กับความทรงจำที่มีภาพของเราอยู่
เลยแค่อยากหายตัวไป เหมือนไม่เคยมีอยู่และจะไม่มีอยู่อีก กลายเป็นความว่างเปล่า
...
แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไป นั่นคือสิ่งที่จริงที่สุดสินะ
อยากปลดวางสัมภาระหนักหน่วงลงให้หมด
(เพลง from now on โดยบัวหิมะค่ะ ไม่ได้ฟังหลายปีแล้ว แต่รู้สึกว่ายังเพราะอยู่ดี)
edit @ 21 Jun 2008 10:50:06 by ระหว่างทาง
posted on 16 Jun 2008 22:58 by ohnaam in OnTheWay
ทางรถไฟลอยฟ้า
บ่ายสองโมงยี่สิบห้ารถไฟมารับเราที่เดิม ผู้โดยสารหลายคนเมื่อขึ้นรถได้ก็เริ่มหลับเพราะความอ่อนเพลีย แต่พอถึงถ้ำกระแซทุกคนก็ยังตื่นเต้น ลุกขึ้นมาถ่ายรูปให้บรรยากาศบนรถไฟคึกคัก
เวลาที่ทุกคนรอคอย
ฉันแอบหลงรักคุณเจ้าหน้าที่รถไฟขบวนนี้ซึ่งจับกลุ่มกันนั่งอยู่แถวหัวขบวน เจ้าหน้าที่อารมณ์ดีไม่ได้บอกแค่เวลาหรือสถานที่ตามหน้าที่ แต่ยังเป็นไกด์ตอบข้อสงสัย เล่าถึงสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราเห็นระหว่างทาง คอยเตือนให้ออกห่างหน้าต่างเวลารถจะแล่นผ่านต้นไม้ที่ขึ้นชิดราง แถมยังมีอารมณ์ขัน อย่างตอนรถไฟใกล้ถึงน้ำตกก็แอบหยอดมุกว่า “รถจะมารับตอนบ่ายสองโมงยี่สิบห้านะครับ ใครตกรถ หารถไปรอที่สังขละฯ เองนะ เราจะแวะรับ” ก่อนจะหันไปขำกันเอง
หนึ่งในเจ้าหน้าที่ใจดีกับโทรโข่งคู่ชีพ
บ่ายแก่ ๆ รถพาเราแวะที่สุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ สถานีกาญจนบุรี...
เราต่อรถสองแถวไปสุสานทหารสัมพันธมิตรซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก บนสนามหญ้าสีเขียวมีแผ่นจารึกหลุมศพเรียงรายเป็นระเบียบสลับกับต้นไม้ดอกไม้ เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรผู้เสียชีวิตระหว่างการสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะถูกกลบฝังอยู่ใต้ผืนแผ่นดินนั้น สำหรับฉันซึ่งไม่ได้สัมผัสประวัติศาสตร์ลึกซึ้งและไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับที่นั่นมากไปกว่าคนผ่านทางคนหนึ่ง ได้แต่ถ่ายภาพอย่างสำรวมที่สุด อย่างน้อยก็เป็นการให้ความเคารพหลายดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ
สุสานทหารสัมพันธมิตรในเวลาที่ผ่านเลย
ขบวนรถไฟอาบแดดบ่ายที่สถานีกาญจนบุรี
รถเข้าตัวเมืองกรุงเทพฯ เอาเมื่อค่ำ กำหนดเวลาถึงหัวลำโพงตามตั๋วคือหนึ่งทุ่มสี่สิบห้า แต่ใกล้ถึงเวลาเต็มที รถกลับหยุดนิ่งอยู่ที่สถานีบางบำหรุ ไม่ได้ยินเสียงใครบ่นว่าอะไร ฉันนั่งพูดคุยกับเพื่อนเรื่อยเปื่อย คุณป้าที่นั่งไม่ไกลกันเริ่มคุยกับคุณเจ้าหน้าที่อย่างออกรส ดูเหมือนทุกคนต่างใช้เวลานิ่ง ๆ นั้นพูดคุยกัน
แสงสุดท้ายของวัน
ตัวเรามีกลิ่นสนิมที่ลมพัดผ่านตัวถังรถไฟมาฝากไว้อย่างเคย ฟ้านอกหน้าต่างเริ่มมีสีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จันทร์เสี้ยวแขวนดวงอยู่สูงขึ้นไป วันนี้ฟ้าใสตั้งแต่เช้าจนค่ำ
ส่งท้ายการเดินทาง พระจันทร์เสี้ยวที่บางบำหรุ
พักใหญ่ทีเดียวรถไฟจึงเริ่มเคลื่อนขบวนอีกครั้ง ทิ้งเวลาเชื่องช้าอีกหนึ่งวันไว้ในความมืดที่กำลังเดินทางมาเยือน...
edit @ 16 Jun 2008 23:19:35 by ระหว่างทาง
edit @ 16 Jun 2008 23:32:23 by ระหว่างทาง