หลวงพระบาง กับส่วนหนึ่งของความทรงจำ 4
posted on 22 Feb 2007 23:02 by ohnaam in LuangPraBang
ดึก ๆ บนเส้นทางสาย 13 เหนือ
ยามเย็นในหุบเขาชื้นหนาว แต่หอมสดชื่น ...จนฉันอยากให้ถนนสายนี้ทอดตัวไปไม่จบสิ้น
ถัดจากวังเวียง ราวห้าโมงเย็น รถแวะพักเป็นครั้งแรก(และครั้งเดียว)ที่เมืองกาสี เราฝากท้องไว้กับข้าวแกงจานละ 8,000 กีบ ที่ลุงเจ้าของใจดีบอกว่ากับข้าวนั้นเลือกกี่อย่างก็ได้ ตามแต่ชอบ เรารีบจัดการอาหารมื้อเย็นในจาน พร้อมซดต้มจืดที่มีให้คู่กันเพื่อความคล่องคอ
รถแวะอยู่นานเป็นชั่วโมงจนแดดบ่ายเริ่มหายไปจากฟ้าตะวันตกจึงมุ่งหน้าต่อ ทางข้างหน้าเริ่มสูงชันขึ้น และสิ่งที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังคือภาพเมืองในหุบเขา ท้องนา และฟ้าสีส้ม
ค่ำคืนมืดมิด มีเพียงไฟหน้ารถที่เรานั่ง กับไฟของรถคันอื่นที่นาน ๆ จะปรากฏขึ้นจากความมืดเบื้องหน้าสักครั้ง บนฟ้ามีดาวมากกว่ามาก จนเผลอรู้สึกว่า ช่างรกท้องฟ้าเสียจริง
เวลานั้นกล้องถูกเก็บลงกระเป๋า ฟิล์มและเมมโมรีการ์ดต่างไร้ประโยชน์ มีเพียงดวงตาและความทรงจำเท่านั้นที่ช่วยกันบันทึกภาพน่าประทับใจเหล่านั้นไว้
...
สลับกับทางขึ้นเขาสูงเป็นหมู่บ้านกลางหุบเขา กองไฟถูกก่อไว้เป็นหย่อม ๆ ควันสีขาวขุ่นลอยห่มคลุมหมู่บ้าน แสงวอมแวมส่องลอดออกมาตามบานประตูหน้าต่างของบ้านหลายหลัง มองเข้าไปในบางบานที่ถูกแง้มไว้ สมาชิกของบ้านมารวมกันอยู่แล้ว และบทสนทนาก่อนเข้านอนกำลังดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ
...
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งตรงกิโลเมตรที่ 168 ก่อนถึงหลวงพระบาง รถจอดส่งชายหญิงคู่หนึ่ง เด็ก ๆ สามสี่คนวิ่งส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวมาแต่ไกล เสียงนั้นฟังได้ความว่า แม่
กองฟืนที่ถูกจุดไล่ความหนาว ดูจะไม่อุ่นเท่าการกลับมาของคนในครอบครัว

สุดทางที่หลวงพระบาง
ค่ำคืนในหุบเขาหนาวขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายคนเลื่อนหน้าต่างรถปิด
กลุ่มผู้ชายร่วมทางเริ่มกรึ่มเบียร์ได้ที่ หนึ่งในนั้นครวญเพลงลาวด้วยน้ำเสียงนุ่มหู เคล้าไปกับลมหนาวที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างบานที่ยังเปิดแง้มไว้ กล่อมฉันให้หลับลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่รถออกจากเวียงจันทน์...
เพื่อนสองคนนอนไม่ค่อยหลับเพราะเบาะนั่งทำระดับตั้งฉากกับพื้นรถและปรับเอนไม่ได้ แต่ความง่วงทำให้ฉันหลับเกือบสนิทจนไม่รู้ว่าทางไต่ระดับสูงและคดเคี้ยวแค่ไหน
และโดยไม่รู้ตัวเราก็ถึงหลวงพระบาง
รถจอดที่สถานีขนส่งสายใต้ ฉันลืมตาสะลึมสะลือ และเกือบจะนอนต่อเพราะนึกว่าเป็นการแวะพัก จนเมื่อเห็นว่าเอ๋กับหมีเริ่มแบกเป้ขึ้นหลัง เลยตื่นและลงมือเก็บข้าวของของตัวเอง
ดูนาฬิกา ห้าทุ่มกว่า รถทำเวลาได้ดี
ฉันนึกขอบคุณความพลาดของเราในใจ ที่ให้โอกาสทำความรู้จักการเดินทางบนถนนสาย 13 เหนือยามค่ำคืน

คืนแรกในหลวงพระบาง
อากาศค่ำคืนของหลวงพระบางมีไอเย็น แต่พี่โชเฟอร์รถรับจ้างที่รุมล้อมเราเข้ามาเรื่อย ๆ ก็ทำให้รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมาเหมือนกัน
เรามองหาพี่ชาวไทยสองคนที่ร่วมทางกันมาหวังจะพึ่งพิง ทั้งคู่อยู่บนรถจัมโบ้คันเล็กที่เพิ่งสตาร์ทเครื่อง และไม่ถึงอึดใจก็แล่นลับหายไปในความมืดมิดของถนนที่ไม่รู้จัก
หนึ่งในพี่โชเฟอร์ที่ล้อมเราอยู่ถามจุดหมายปลายทาง ฉันใจชื้นขึ้นมานิดนึงเพราะอย่างน้อยก็มีจุดหมายของค่ำคืนนี้ในใจ จึงบอกเขาไป วีระเดชาเกสต์เฮาส์
...
ค่าโดยสารรถหน้าตาคล้ายรถแดงเชียงใหม่แต่คันย่อมกว่าในคืนนั้นอยู่ที่คนละ 40 บาท ฉันพยายามขุดคุ้ยข้อมูลในสมองเกี่ยวกับอัตราค่าโดยสารที่ถูกที่ควร พบว่าเลือนรางเต็มที แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจตอบตกลงก่อนเวลาจะล่วงเลยไปกว่านั้น
หลังจากเราประจำที่เรียบร้อย หนุ่มฝรั่งผู้โดยสารรถหวานเย็นมาด้วยกันก็ขึ้นมาร่วมทางด้วย พอเขาจ่ายค่าโดยสารในอัตรา 1 ดอลลาร์เรียบร้อย รถก็แล่นฝ่าความมืดสู่เมือง
...
เมื่อพ้นวงล้อมออกมาและเจอลมพัดแรงในอัตราความเร็วรถ ฉันก็ออกอาการฟันกระทบกันกึกกัก ตัวสั่นขึ้นมาให้ขายหน้าฝรั่งผมทองที่ใส่แค่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นแต่ยังนั่งหน้าตาเฉย
หมีผู้เป็นภาษาอังกฤษที่สุดเริ่มผูกมิตรกับเขา และพบว่าฝรั่งหนุ่มผู้นี้ไม่มีจุดหมายใด ๆ เราเลยบอกชื่อที่พักของเราไปเผื่อเขาจะสนใจขึ้นมา ทั้งที่ความเป็นจริงเราก็ใช่ว่าจะมีจุดหมาย วีระเดชา ที่ว่าเป็นแค่ที่พักที่หมายตาไว้เพราะหลายคนแนะนำมาเท่านั้นแหละ จะเต็มไหม จะปิดไปแล้วรึยัง จะอยู่ได้รึเปล่า ... ไม่รู้เลย
แต่เขาก็มีทีท่าสนใจ เราเลยโฆษณาสำทับว่ามันเป็นที่พักที่ comfortable and cheap (ทั้งที่ก็ไม่เคยไปพัก) แถมพอเขาถามว่ามันอยู่ใกล้ศูนย์กลางไหม ฉันยังตอบไปอีกว่า its near the center โดยเหมาเอาเองว่า center ที่พูดถึงคงเป็นสี่แยกกลางเมืองที่เราอ่านเจอมา(ละมัง)
ไม่รู้ในใจคิดยังไง แต่สุดท้ายเขาก็ร่วมหัวจมท้ายไปแวะดูวีระเดชากับเรา
อยากไปๆๆๆๆ
#1 By ยังคง... on 2007-02-23 03:13