Chiangkhong

แก

 

ขอโทษนะ ฉันเงียบหายไปนานทีเดียว จะบอกว่างานยุ่งก็ฟังเหมือนข้ออ้าง แต่ก็ยุ่งจริงแหละ และขณะนี้ก็อู้งานมาเขียนจดหมายถึงแก

 

เรื่องราวเชียงของที่เล่าสู่แกฟังยังไปไม่ถึงไหน ความทรงจำฉันก็เริ่มรางเลือน สี่เดือนแล้วจากวันเดินทาง ฉันเริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงแก พร้อมหลับตา นึกภาพบรรยากาศและหลายสิ่งหลายอย่างเวลานั้น เอาล่ะนะ ฉันจะเริ่มเล่าต่อ หวังว่าแกจะไม่เบื่อซะก่อน

 

ดูจั่วหัวจดหมายฉบับนี้ แกคงพอเดาได้ว่าฉันต้องพูดเรื่องของกินแหง ๆ

 

ข้าวซอยฮ่อกับแอ๊บหมู

 

แต่ฉันเชื่อว่าแกแค่พอเดาได้ว่าคืออาหาร แต่นึกไม่ออกแน่นอนว่ามันเป็นยังไง ฉันเองก็ไม่เคยรู้จักเจ้าสองอย่างนี้มาก่อนเหมือนกัน

 

ข้าวซอยฮ่อเป็นอาหารที่พี่เจ้าของเกสเฮาส์ที่ฉันพักแนะนำตั้งแต่ฉันเพิ่งเดินทางไปถึง ตอนนั้นฉันดูแผนที่เมืองบนกระดาษใบเล็ก พี่เอาปากกามาวาดตำแหน่งร้านเพิ่มให้คร่าว ๆ  แต่พิกัดร้านข้าวซอยฮ่อเจ้าอร่อยอยู่บนถนนสายเล็กแยกออกไปจากถนนสายกลาง ตอนนั้นฉันเลยไม่สนใจเท่าไหร่ เพราะไม่แน่ใจว่าสองเท้าจะพาร่างไปได้ไกลแค่ไหน

 

เย็นวันแรกที่ฉันไป ได้ข่าวว่ามีตลาดนัดพอดี ฉันเลยตั้งใจฝากท้องไว้ที่นั่น แต่จนแล้วจนรอด เดินเข้าซอกออกซอยก็ยังหาไม่เจอว่าตลาดนัดที่ว่าอยู่ตรงไหน พระอาทิตย์คล้อยดวงลงทุกที สุดท้ายฟ้าสีส้มก็เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน และท้องของฉันก็เริ่มประท้วง

 

ฉันเลิกหาตลาดนัดแล้วเดินย้อนกลับที่พักบนถนนสายกลาง ถนนหลักของเมือง ร้านรวงเริ่มชักประตูเหล็กปิดกันเงียบเชียบ เหลือเพียงแสงสว่างสีเหลืองของไฟถนน

 

ร้านอาหารในเชียงของนอกจากร้านชาวบ้านทั่วไป ร้านตามโรงแรมหรือเกสเฮาส์ ยังมีร้านอาหารต่างชาติ เป็นร้านขนาดเล็กขายอาหารอย่างเม็กซิโก ถ้าจำไม่ผิดร้านอาหารอินเดียก็มี แล้วก็อาหารที่เราคุ้นกันดีจำพวกแซนด์วิช บางร้านเป็นบรรยากาศกึ่งผับ คงเพราะแต่ไหนแต่ไร นักท่องเที่ยวในเชียงของส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ผ่านทางมา แวะพัก ก่อนข้ามฟากไปลาวเพื่อเดินทางสู่จุดหมายอื่น ๆ ต่อ

 

ร้านอาหารที่ยังเปิดอยู่ในช่วงหัวค่ำของวันนั้นมีแต่ร้านจำพวกนี้ กับร้านตามที่พัก (ฉันเพิ่งถึงบางอ้อในตอนหลังว่าที่ร้านอาหารปิดกันเงียบเชียบและไม่มีตลาดนัดเพราะที่เทศบาลมีงาน หลายเจ้าเลยไปออกร้านที่นั่น) แต่อย่างที่แกรู้ ฉันดูเหมือนจะไม่เรื่องมาก แต่กับบางเรื่องก็เรื่องมากอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าไม่ลำบากเกินไปหรือทำให้ใครลำบากด้วย ฉันชอบเข้าร้านที่ชาวบ้านทั่วไปกินกันมากกว่า ถือคติว่าในเมื่อดั้นด้นพาตัวเองออกจากโลกใบเดิมแล้ว ก็ไม่น่าบรรทุก ตัวกูของกู เอาไว้มากเกิน ฉันยังเชื่อว่าสิ่งดีที่สุดที่การเดินทางมอบให้เรา คือโอกาสในการทำความรู้จักโลกใบอื่น ๆ  แต่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวคนเดินทางเองแล้วล่ะ

 

 

สุดท้ายวันนั้นฉันแวะร้านริมทางร้านหนึ่ง จะเรียกว่าร้านคงไม่ถูกเท่าไหร่ ความจริงเป็นโต๊ะขายอาหาร ความเป็นเมืองเล็กของเชียงของ เอื้อให้ครอบครัวริมถนนสายหลักซึ่งยังคงเป็นถนนสายเล็กรถไม่พลุกพล่าน ยกโต๊ะออกมาวางหน้าบ้าน ขายอาหารทำเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ลูกค้าซื้อกลับไปกิน โต๊ะขายอาหารทำนองนี้มีเป็นหย่อม ๆ กระจัดกระจาย ซึ่งฉันว่ามันให้บรรยากาศสบาย ๆ ที่น่ารักดีเหมือนกัน

 

 

 

หนึ่งในโต๊ะขายอาหารที่ฉันว่า

 

วันนั้นฉันได้ข้าวเหนียวไก่ย่างจากโต๊ะขายอาหารไม่ไกลจากเกสเฮาส์ ซื้ออยู่ก็เหลือบไปเห็นของกินน่าสนใจ ดูจากรูปลักษณ์คล้ายห่อหมกย่างแถวบ้านเลยถามดู เจ้าสิ่งนั้นเรียกว่าแอ๊บหมู (ซึ่งดูไม่แอ๊บแบ๊ว)  ฉันเองก็ไม่เข้าใจความหมาย และก็ดันปากหนักไม่ถาม จะกินได้ไม่ได้ก็ไม่รู้อีก แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นอาหารถูกปากนะ

 

แอ๊บหมูทำจากหมู (ชื่อก็บอกอยู่แล้ว) ห่อใบตองแล้วเอาไปย่าง แกะห่อออกมาหน้าตาคล้ายแหนมปลา ใส่ส่วนผสมอะไรบ้างก็ไม่รู้ สรุปคือฉันไม่รู้ซักอย่าง แต่รสชาติใกล้เคียงไส้อั่วมาก ๆ เพียงแต่ไม่มีหนังหุ้มข้างนอก ไม่มันและไม่เลี่ยนเท่า เชื่อว่าถ้าแกได้ลองน่าจะชอบ ฉันชอบถึงขนาดกลับไปอุดหนุนอีกในมื้อเย็นของวันถัดไป

 

ข้าวซอยฮ่อไม่อยู่ในใจฉันเท่าไหร่ จนเมื่อเช้าวันที่สองเดินทางมาถึง

 

เวลาไปเที่ยวฉันชอบอดตาหลับขับตานอน ตื่นแต่เช้าออกไปเดินตลาด ของกินง่าย ๆ ราคาถูกหาได้ที่ตลาด เหมือน ๆ กับที่ตัวตนแท้จริงของเมืองนั้น ๆ ก็มักจะอยู่บนแผงขายของในตลาดนี่แหละ

 

ก่อนเดินทางอ่านเจอมาว่าเชียงของมีทั้งตลาดเช้า และตลาดสายซึ่งเลยไปถึงเย็น พอมาถึงก็ยังได้รู้ว่ามีตลาดนัดกับตลาดกลางคืนด้วย ฉันพลาดตลาดนัดไปแล้ว ส่วนตลาดกลางคืนนี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ได้มีทุกวัน และฉันดันไปวันที่ไม่มี แถมยังต้องทำใจพลาดตลาดเช้า เพราะตลาดเช้าที่นี่เปิดกันตั้งแต่ตีหนึ่งตีสอง อ่านเจอมาว่าขายแบบขายส่ง พวกผัก ของป่า ฯลฯ ไว้ให้ร้านค้าซื้อไปทำอาหารมากกว่า ฉันเลยเล็งตลาดสาย แต่คราวนี้สายของฉันกลับสายกว่าตลาด สายจริง ๆ เพราะทนอากาศหนาวเยือกไม่ไหว แถมตลาดยังอยู่ไกล ห่างจากที่พักของฉันเกือบสองกิโล คนมันก็ท้อใจกันบ้าง

 

 

 

 

ตลาดเชียงของตอนสาย ๆ

 

 

แต่ฉันก็พาตัวเองมาถึงตลาดจนได้ล่ะน่า ฉันตั้งใจมาฝากท้องที่นี่ แต่คงเพราะมาสาย ถึงตลาดจะมีทั้งวัน แต่ตอนฉันไปถึงเชื่อว่าเป็นสภาพตอนตลาดซบเซาแล้ว ตลาดเล็ก ๆ มีแม่ค้าขายผักขายเนื้อ ริมถนนมีชาวเขาขายผักผลไม้บ้าง แต่ที่ฉันต้องการคือกาแฟ ปาท่องโก๋ หรือโจ๊กซักถ้วย ซึ่งที่ว่ามานั้นไม่มีซักอย่าง ยังโชคดีที่ในตลาดมีร้านอาหารเล็ก ๆ แปะป้ายว่าข้าวซอย ฉันเลยได้ทีสั่งข้าวซอยฮ่อมากิน

 

 

 

หน้าตาข้าวซอยฮ่อในตลาด

 

นั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวยาว ลงมือกินข้าวซอยฮ่อ ฉันเริ่มเข้าใจว่า ในเชียงของถ้าขึ้นป้ายว่าข้าวซอย หรือสั่งว่าข้าวซอย ก็จะหมายถึงข้าวซอยฮ่อไว้ก่อน หลังจากได้ลิ้มรสข้าวซอยฮ่อเป็นมื้อเช้า ฉันกลับมาเล่าให้พี่ที่เกสเฮาส์ฟัง ซึ่งได้คำตอบว่า ให้ไปกินเจ้าที่พี่เคยบอกไว้ซะ อร่อยกว่ากันเยอะ

 

และก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ

วันสุดท้ายในเชียงของฉันหาเวลามากินข้าวซอยฮ่อร้านนั้นจนได้ เดินทะลุซอยเล็กออกมาห่างไกลส่วนที่เป็นเมืองหน่อย ละแวกนั้นส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนเงียบสงบ ร้านก็ตั้งอยู่กลมกลืนกับบ้านอื่น ๆ  ไม่มีป้ายชื่อ ประเภทที่ถ้าไม่มีคนบอกก็ไม่รู้เลยว่ามีร้านนี้อยู่ และเป็นเจ้าอร่อย

 

ข้าวซอยฮ่อเป็นอาหารของชาวไทยลื้อ ชนพื้นเมืองในเชียงของ (ไว้ฉันจะเล่าให้แกฟังอีกที) หน้าตาอาหารจาน (ชาม) นี้เหมือนก๋วยเตี๋ยว ขนาดเส้นอยู่กึ่งกลางระหว่างเส้นเล็กกับเส้นใหญ่ อยู่ในน้ำใส ๆ แต่โปะหน้าด้วยเครื่องซึ่งหน้าตาและรสชาติเหมือนน้ำพริกอ่อง ร้านนี้จะมีผักอื่น ๆ มาแกล้มให้ด้วย เป็นถั่ว(อะไรซักอย่าง) หรือพวกยอดมะระ ตามแต่ว่าฤดูนั้นมีผักอะไรบ้าง อร่อยกว่าเจ้าในตลาดตรงที่เครื่องเข้มข้นและสดใหม่กว่า เห็นว่าคนที่นั่นบางคนติดถึงกับต้องซื้อเครื่องเอาไปกินเวลาไปต่างจังหวัด

 

ข้าวซอยฮ่อเจ้าอร่อย

ถ้าดูรูปแกจะเห็นชัดเจนว่า ข้าวซอยที่เชียงของต่างจากที่เราเห็นทั่วไปที่เส้นจะเป็นเหมือนเส้นบะหมี่แบน ๆ พี่เจ้าของเกสเฮาส์คนเดิมบอกฉันระหว่างที่เราคุยกันยาวนานช่วงค่ำสุดท้ายของฉันในเชียงของ ว่าคำว่าข้าวซอยมีที่มาจากว่า เมื่อก่อนเส้นทำมาจากข้าว พอทำเป็นแผ่นปุ๊บก็เอามาซอยจนกลายเป็นเส้น เป็นข้าวที่เอามาซอยน่ะ

 

 

ความจริงเชียงของยังมีร้านข้าวซอยน้ำเงี้ยวเจ้าอร่อย แต่ฉันรู้ช้าไปเลยอดลอง ทั้ง ๆ ที่ได้ฟังคำโฆษณาว่าอร่อยแบบต้องขอดก้นหม้อขายกันเลยทีเดียว แต่เอาไว้แกกับฉันได้ร่วมทางกันอีกเมื่อไหร่ เราค่อยไปเดินหาร้านนี้ดูแล้วกัน

 

 

ส่วนข้าวซอยฮ่อกับแอ๊บหมูที่ว่า ไว้ฉันจะพาไปกิน แต่ถ้าแกไม่ได้ไปพร้อมฉัน ไว้ไปถามชาวบ้านแถวนั้นดูแล้วกัน เชียงของเมืองไม่ใหญ่ไม่โต ถามทางเอาถือเป็นการผูกมิตร แถมฉันว่าเดินหลงบ้าง หาทางไปเองบ้างก็ได้รสชาติการเดินทางดีนะ

 

 

เป็นจดหมายฉบับของกินที่เขียนเอาตอนเที่ยงซึ่งท้องฉันยังว่างเปล่า ตอนนี้มันเริ่มร้องจ้อก ๆ  หน้าร้อนแบบนี้ฉันเพิ่งค้นพบว่าข้าวเหนียวมะม่วงเจ้าป้าริมทางแถวบ้านอร่อยมาก แต่ฉันเพิ่งกินเป็นมื้อเช้า (มีใครทำกันมั่ง) เดี๋ยวต้องไปเตร็ดเตร่หาของกินก่อน จะกินอะไรดีนะ ช่วงนี้ยังไม่ได้ไปเชียงของ เดินหาของกินอร่อย ๆ ที่แอบอยู่แถวบ้านไปก่อนแล้วกัน ไปละ

 

ฉัน(เพื่อนผู้หิวโหยของแก)เอง

 

แก 

บ่ายโมงกว่า วันที่สองของการเดินทาง ฉันนั่งมองโปสเตอร์วันไปรษณีย์โลกสองแผ่นซึ่งแปะอยู่บนผนังอมฝุ่นเหลืองในที่ทำการไปรษณีย์ของเมืองห้วยทราย ประเทศลาว เวลาพักแบบนี้เจ้าหน้าที่คงกลับบ้านช่อง ฉันรู้อยู่แล้วแต่ในเมื่อไม่มีอะไรให้ต้องรีบเลยนั่งเรื่อยเปื่อย รอส่งโปสต์การ์ดสองใบที่เพิ่งวาดเองสด ๆ ร้อน ๆ พลางนั่งมองโปสเตอร์สองแผ่นที่ว่าบนผนัง...โปสเตอร์สีน้ำเงินเข้มรูปดวงดาว 

แสงสุดท้ายที่เชียงของสวยอย่าบอกใคร...แล้วชั้นบอกแกทำไม ฮ่า ๆ ๆ 

บ่ายสี่โมงกว่า ๆ ของวันแรกชั้นออกเดินอีกครั้ง กะว่าจะไปหามื้อเย็นกินในตลาด แต่เพราะบรรยากาศริมน้ำท่าทางจะดูเข้าท่าดี แทนที่จะใช้ถนนสายกลางฉันเลยลงไปเดินริมน้ำแทน ฉันชอบการสร้างทางเดินริมน้ำแทนที่จะให้เป็นถนนรถแล่นหรือพื้นที่ส่วนตัวของบ้านคนและร้านอาหารไปซะหมดแบบเดียวกับในอยุธยาบ้านของฉัน บรรยากาศดี ๆ น่าจะมีไว้แบ่งปันกันมากกว่าจริงไหม 

ทางเดินเลียบแม่น้ำโขงของเชียงของไม่พลุกพล่านแต่ไม่เงียบเหงา ตลอดทางมีคนมาวิ่งออกกำลังบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง ตั้งวงนั่งดื่มกันก็มี หรือจะเป็นวงตะกร้อก็มีให้เห็น จากถนนเลียบแม่น้ำซึ่งอยู่สูงขึ้นมานี้ยังมีบันไดให้เราเดินลงไปได้จนใกล้ชิดแม่น้ำ และนั่นเป็นสิ่งแรกที่ฉันทำเมื่อออกจากเกสต์เฮาส์...เดินลงไปให้ใกล้แม่น้ำที่สุด

 

 ฝั่งลาวน่าหลงใหลใต้แสงแดดสีส้ม 

แม่น้ำโขงตรงนั้นไม่กว้างใหญ่จนหน้ากลัว มองตรงไปเป็นฝั่งลาว เห็นบ้านเรือน วัด และรถแล่นไปมา บางจุดมีควันไฟถูกจุดขึ้น อาจเพื่อไล่ความหนาวของค่ำคืนที่กำลังจะมาถึงก็ได้ ทิวทัศน์ตรงหน้าอาบแสงอาทิตย์ใกล้ลับฟ้าสีส้มเข้มดูอบอุ่นชวนหลงใหล ฉันกดชัตเตอร์ไปหลายรูปก่อนฉุกคิดขึ้นได้ว่า ฉันถ่ายแต่ภาพฝั่งลาว ตั้งแต่มาถึง ในกล้องแทบไม่มีรูปเชียงของเลยด้วยซ้ำ  

Very beautiful !  

นักท่องเที่ยวสาวญี่ปุ่นคนหนึ่งพูดขึ้นกับภาพฝั่งลาวที่อยู่ตรงหน้าขณะเดินลงมาตามบันได ฉันรู้โดยสันชาตญาณว่าเธอคงไม่ได้พูดกับใครอื่นแน่จึงตอบรับ แต่วูบหนึ่งในใจก็รู้สึกน้อยใจแทนเชียงของ นอกจากเป็นเมืองผ่านของการเดินทาง ยังเป็นเมืองผ่านให้คนส่งความรู้สึกดี ๆ ถึงที่อื่น ๆ อีก วันนั้นฉันเลยคิดว่าน่าจะข้ามไปฝั่งลาวดู  

ฉันอยากจะมองมายัง แผ่นดินของเรา บ้าง 

สายวันที่สองเมื่อเช็กว่าพาสปอร์ตอยู่ในกระเป๋าเรียบร้อยฉันก็ออกเดินยาวอีกครั้งไปยังท่าเรือบั๊ก เจ้าหน้าที่ตม.ไทยดูใจดี ตรวจพาสปอร์ตไปก็ยิ้มไป เขาถามฉันพอเป็นพิธีว่าจะไปไหน ฉันก็ตอบไปพอเป็นพิธีว่า ไปเดินเล่นค่ะ เดี๋ยวก็กลับ อืม... มาคิดดูตอนนี้ ฉันว่ามันเป็นคำตอบที่ฟังน่าหมั่นไส้ดีพิลึก 

ฉันเดินมึนงงตามเรื่องไปลงเรือซึ่งไม่ได้มีท่าให้ลงเป็นกิจจะลักษณะอะไร มีแค่เต็นท์หลังหนึ่งตั้งบนลานดินไว้เก็บค่าโดยสารคนล่ะสามสิบบาท เลยลงไปเป็นเรือหางยาวจอดเรียงรายรอรับผู้โดยสาร เวลาสายโด่งแบบนี้ไม่ค่อยมีใคร ผู้โดยสารไม่ทันเต็มลำเรือก็ออกแล้ว  

เป็นครั้งแรกนะที่ฉันเดินทางไปประเทศอื่นโดยเรือ ถึงจะเป็นเรือข้ามฟากลำน้ำที่ไม่ได้กว้างใหญ่ก็เถอะ แต่การเดินทางไปบนสายน้ำที่เรามองเห็นขอบเขตของทั้งสองดินแดนได้ ก็ทำให้ฉันรู้สึกขึ้นมาระหว่างล่องเรือว่า มันแปลกดีที่แม่น้ำแค่สายเดียวแบ่งแยกคนออกเป็นสองฝั่ง ทำให้คนแตกต่างกันได้ ฝั่งนี้แผ่นดินฉัน ฝั่งนั้นแผ่นดินเธอ 

ดูเหมือนว่าเมืองห้วยทรายของฝั่งลาวจะเป็นเมืองผ่านไม่ต่างจากเชียงของ ผู้คนส่วนใหญ่พอขึ้นจากเรือได้ก็จะหารถเดินทางต่อไปยังเมืองอื่น ๆ  ในบรรดาชาวต่างชาติแทบจะมีฉันคนเดียวที่เดินดุ่ย ๆ กลางแดดเปรี้ยงริมถนน เดินไปจนถึงทางแยกแล้วก็เดินกลับ ...เมืองธรรมดา ผู้คนธรรมดา อีกครั้ง

 

 

ถนนเลียบแม่น้ำโขงที่เมืองห้วยทราย แกว่าถนนกับแม่น้ำ อะไรกันแน่ที่คดเดี้ยว

 

สุดท้ายฉันมาฝากท้องไว้ที่ร้านอาหารใกล้ท่าเรือ นั่งมอง 'แผ่นดินของเรา' พลางวาดโปสต์การ์ดรูปเรือที่แล่นไปมาในแม่น้ำ เรือที่นี่จะปักธงไว้ เรือลาวปักธงลาว เรือไทยปักธงไทย แต่จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่รู้ว่าเขาแบ่งการรับส่งผู้โดยสารกันยังไง จำไม่ได้กระทั่งว่า เรือที่ฉันนั่งปักธงชาติไหนกัน แต่ที่แน่ ๆ ฉันไม่เห็นว่ามีการแบ่งผู้โดยสาร ไทย ลาว หรือชาติไหน ๆ  เราทุกคนต่างก็ ลงเรือลำเดียวกัน 

 

เรือลาวปักธงลาว

 

 

เรือไทยปักธงไทย

 

แผ่นดินของเราที่ฉันมองจากฝั่งลาวดูเงียบสงบดี มีภูเขา มีบ้านเรือนหลังเล็ก มีต้นไม้ แต่ไม่มีแสงสีส้มอาบให้สวยงามหรอก ก็ตอนนั้นมันเที่ยงนี่ เพราะอาทิตย์ตรงหัวเลยให้แสงสว่างจ้าทั่วถึง 

ฉันมองลงไปที่แม่น้ำ เรือข้ามฟากแล่นไปมา เรือไทยปักธงไทย เรือลาวปักธงลาว แต่คนขับเรือไม่ปักธงบอกสัญชาติหรอกนะแก ตั้งแต่ซื้อตั๋วจนลงเรือจนมาถึงอีกฝั่ง ฉันไม่รู้หรอกใครไทยใครลาว  คนขับเรือเองพอถึงฝั่งก็พูดคุยกับคนโน้นคนนี้ของทั้งสองฝั่ง

 

 

คนขับเรือไม่มีธง

 

บางทีความรักแบบผิด ๆ ถูก ๆ ก็มาพร้อมอคติมากมาย ตอนนี้ฉันนึกไปถึงคนญี่ปุ่นคนนั้น คำชมของเธอมีให้กับภาพตรงหน้า ไม่ได้คิดแบ่งแยกว่านั่นลาวนี่ไทย คนไทยลาวจากทั้งสองฝั่งก็ไปมาหาสู่กันมาแต่ไหนแต่ไร ผู้โดยสารบางคนคุยกับคนเรือด้วยความสนิทสนม บ้านเธออยู่ลาว แต่แม่เธอเป็นไทย เป็นฉันเองแหละที่เกิดอาการรักชาติเป็นพิษ อยู่ ๆ ก็นึกอิจฉาบ้าบอนึกน้อยใจบ้าบวมขึ้นมาเอง ใครจะเพี้ยนได้เท่าฉันอีกล่ะแก 

เอาเข้าจริงฉันว่าแม่น้ำแบ่งแยกคนไม่ได้หรอกนะ เพราะขนาดไม่มีพรมแดนอะไร เรายังอุตส่าห์สร้างกำแพงหนามากีดกั้นกันเองเลย สุดท้ายกำแพงยิ่งใหญ่สุดก็อยู่ที่ใจเรานี้เองแหละ แกว่าไหม 

ฉันจัดการกับมื้อเที่ยง...ข้าวราดหน้าไก่...เสร็จก็ออกเดินไปไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่มาเอาเมื่อราวบ่ายโมงครึ่ง จัดการติดแสตมป์และประทับตราแขวงบ่แก้วให้บนโปสต์การ์ดเล็ก ๆ สองใบของฉัน ความจริงฉันอยากลองขอโปสเตอร์ที่แปะในไปรษณีย์นั่นมาเหมือนกัน ติดที่ปากหนักเลยได้แต่ถ่ายรูปเก็บไว้ 

โปสเตอร์สีน้ำเงินเข้มมีรูปดวงดาว ดาวแต่ละดวงทั้งเล็กและใหญ่มีเส้นสายเชื่อมโยงถึงกัน บนโปสเตอร์เวอร์ชั่นภาษาลาวมีข้อความเขียนไว้ว่า  

จงอยู่ร่วมสัมพันธ์กัน 

ฉันชอบจัง

 

 

 หน้าตาโปสเตอร์ที่ฉันว่า

 

แล้วจะเขียนมาเล่าใหม่นะ

 

 

ฉันเอง

 

 

edit @ 4 Jan 2009 00:55:33 by ระหว่างทาง

แก 

 

ฉันมาทำอะไรที่นี่

 

รถทัวร์ที่ขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ปลุกเราตั้งแต่ยังไม่ตีห้าด้วยเพลงที่ฉันไม่รู้จัก ก่อนแจกผ้าเย็น เสิร์ฟกาแฟร้อน ๆ 

 

 

แต่ตอนนั้นใครจะมีอารมณ์ดื่มกาแฟ ฉันลืมตาตื่นแล้วนึกสงสัยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เพราะกำหนดถึงปลายทางที่เชียงของมันตั้งเจ็ดโมงเช้า

 

ซักพักป้ายริมทางก็บอกเราว่าตอนนี้มาถึงจังหวัดพะเยาแล้ว รถจะแวะส่งคนที่แรกที่อำเภอดอกคำใต้ เป็นชื่ออำเภอที่เพราะจัง ฉันนึกถึงเพลงหนึ่งขึ้นมา โอ้ โอ๋ แม่ดอกคำใต้...

 

คุณป้าที่นั่งข้างฉันจะลงที่เชียงคำ อำเภอหนึ่งในพะเยา แกอธิบายให้ฉันฟังว่าก่อนจะถึงปลายทางของฉันเราต้องแวะที่ไหนบ้าง มีดอกคำใต้ จุล เชียงคำ เทิง ฉันไม่คุ้นชื่อเมืองแถวนี้เลยจริง ๆ สารภาพอีกอย่างว่า นึกไม่ออกว่าพะเยาอยู่ตรงไหนของภาคเหนือ แต่ในเมื่อเราจะไม่ผ่านจังหวัดอื่นอีกหลังจากนี้ ก็แสดงว่าพะเยาอยู่ติดเชียงรายสินะ

 

ด้วยเสียงเพลงและแสงไฟในรถ ฉันหลับไม่ลงอีกเลยตั้งแต่ตอนนั้น ได้แต่มองฟ้ามืดข้างนอกที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นเรื่อย ๆ พระอาทิตย์ขึ้นทางฝั่งขวามือที่หลังภูเขา ทำให้ทิวเขามีเหลือบสีส้มอมเหลือง แล้วทุกสิ่งที่ริมทางก็ค่อย ๆ เผยตัว

 

เจ็ดโมงกว่าเราก็เข้าสู่เชียงของด้วยถนนเลนส์เดียวที่แล่นผ่านบ้านคน โรงเรียน สลับกับทุ่งนาสีเหลืองที่มีลอมฟางและฝูงวัว ทุกอย่างดูเป็นสีขุ่น ๆ ด้วยหมอกขาวที่ห่มคลุม เครื่องปรับอากาศในรถทำเอาฉันเดาไม่ถูกเลยว่าอากาศที่ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง เลยได้แต่พยายามสังเกตชาวบ้านริมทางว่าเขาใส่เสื้อกันหนาวกันหนาแค่ไหน ก่อนตัดสินใจสวมเสื้อกันหนาวตัวบางเมื่อรถมาถึงตลาด

 

อาจเพราะวันที่ 9 ธันวา วันที่ฉันไปถึงเป็นวันธรรมดาด้วยมั้ง 'ตำมิละ' เกสต์เฮาที่เล็งไว้เลยไม่เต็มทั้งที่มีแค่เจ็ดห้องและไม่รับจอง ฉันเลยได้ที่พักถูกใจอย่างไม่ยากเย็น 

 

ฉันมาทำอะไรที่นี่

 

นั่นเป็นคำถามที่ฉันตั้งขึ้นในใจระหว่างพาตัวเองเดินตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนนของเมืองเชียงของ

 

ถนนที่ว่าคือถนนสายหลักของเมืองหรือที่เรียกกันว่าถนนสายกลาง ถ้านับจากจุดที่รถทัวร์จอดจนถึงท่าเรือบั๊ค ท่าเรือข้ามฟากไปลาว ก็เป็นระยะทางประมาณสองกิโล เป็นถนนเส้นที่ตัดผ่านสถานที่ราชการ ย่านร้านค้า ร้านอาหาร วัด และเกสต์เฮาส์หลายแห่ง เรียกง่าย ๆ คือ ตัดผ่านส่วนที่เป็น 'เมือง' ของเชียงของ

 

หลังจากเก็บข้าวของและอาบน้ำอาบท่าเสร็จ ฉันเดินย้อนไปถึงท่ารถอีกครั้งเพื่อทำความรู้จักเมืองให้ละเอียดขึ้น แล้วเดินวกกลับตรงไปจนถึงท่าเรือที่สุดทาง หลายคนบอกว่าเชียงของเหมือนปายเมื่อหลายปีก่อน แต่หลังจากเดินสำรวจเมือง ฉันว่าเชียงของเหมือนเมืองเล็ก ๆ อีกหลายร้อยเมืองในประเทศไทย เมืองธรรมดา ผู้คนธรรมดา สถานที่ธรรมดา และเป็นเมืองผ่านขนานแท้ ขนาดที่ว่าหลายคนที่นี่ถามฉันด้วยคำถามเดียวกัน ว่าตั้งใจจะมาเชียงของหรือจะผ่านไปที่อื่น

 

ฉันมาทำอะไรที่นี่ ในเมืองที่ไม่มีอะไรเลย

 

คำถามนั้นวนเวียนอยู่ในหัวพร้อมความรู้สึกผิดหวัง ขณะฉันเริ่มออกเดินอีกครั้งหลังจากไม่พบสิ่งน่าสนใจที่ท่าเรือบั๊ค คราวนี้ฉันเดินกลับทางเก่ากลางแดดจ้า อากาศที่นี่ชวนให้เป็นหวัดง่าย ๆ  ถ้าอยู่ในที่ร่มแกจะหนาวจนต้องพึ่งเสื้อกันหนาวบาง ๆ สักตัว แต่พอออกแดดหน่อยแกก็แทบอยากเขวี้ยงเสื้อนั้นทิ้ง

 

ฉันเจอร้านขายโปสการ์ดร้านหนึ่ง 'มุมนักเดินทาง' ที่ปากทางเข้าที่พัก เลยแวะไปหยิบจับดู พี่เจ้าของร้านไม่ใช่คนที่นี่แต่มาอยู่ได้เป็นสิบปีแล้ว ด้วยอัธยาศัยที่ดีของพี่ทำให้เราคุยกันได้ยืดยาว และการได้พูดคุยกับใครบ้างก็คล้ายจะช่วยสลายความรู้สึกแปลกแยกในใจฉันลง

 

หนึ่งในโปสการ์ดที่ฉันเลือกมามีประโยคเขียนไว้ว่า

 

There is nothing but moment of silence you will gain here  

 

แค่หนึ่งประโยคก็ทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย

 

ฉันมาทำอะไรที่นี่

 

ฉันคิดนะแกว่าฉันไม่ได้คาดหวังกับการเดินทางครั้งนี้เลย ฉันคิดแบบนั้น แต่เมื่อมีคำถามที่ว่าเกิดขึ้นก็แสดงว่า จริง ๆ แล้วฉันแอบคาดหวังอะไรบางอย่างอยู่ อาจอยากให้มันเป็นเหมือนภาพที่ฉันวาดฝัน หรือให้มันเหมือนที่ไหน ๆ ที่เคยไปมา

 

แกเคยคาดหวังกับใครหรืออะไรบ้างไหม

 

ฉันว่าฉันมักจะคาดหวัง หรือวาดภาพต่าง ๆ นานาไว้ในใจเสมอทั้งโดยรู้และไม่รู้ตัว เพิ่งมาคิดได้ว่า ในการเดินทางไม่ว่าจะที่ไหน ถ้าเราอยากทำความรู้จักกับสถานที่แห่งนั้น เราก็ไม่ควรคาดหวังอะไรเลย แต่น่าจะเปิดใจให้กว้าง เพื่อจะได้เรียนรู้ตัวตน และสิ่งที่ที่นั่นเป็นมากกว่า

 

มันคงเหมือนกับการทำความรู้จักผู้คนล่ะมั้ง หลายครั้งความคาดหวังก็ทำให้เราเจ็บปวดและเสียใจ หลายครั้งอคติก็ทำให้เราพลาดที่จะได้รู้จักบางแง่มุมของแต่ละคน และสุดท้ายเราอาจไม่มีโอกาสได้รู้จักตัวตนของคนคนนั้นเลย

 

บ่ายวันนั้นฉันเลือกพักเหนื่อยจากการเดินทาง นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ร้านอาหารของเกสต์เฮาส์ สลับกับคิดอะไรเรื่อยเปื่อยและมองแม่น้ำโขงไหลเื่อื่อย ๆ อยู่ใต้แสงแดด มองรถของฝั่งลาวแล่นไปมาบนถนนเลียบแม่น้ำ กะว่าเย็น ๆ จะเดินออกไปหาอะไรกินที่ตลาด

 

ตอนนี้สิ่งที่ฉันอยากทำให้ได้คือเปิดใจให้กว้าง มองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างที่เป็น

 

และถ้าฉันทำได้ ฉันอาจไม่คาดหวังอะไรเลยกระทั่งชั่วขณะของความเงียบสงบ 

 

ฉันเอง  

 

ปล.ส่งรูปมาให้ด้วย อย่าลืมดูล่ะ

.

.

 

 

.

ตอนเช้า ที่เกสเฮาส์ที่ฉันพัก

.

  

.

หน้าตาเมืองเชียงของ

. 

 

.

แม่น้ำโขงในความเงียบสงบ

. 

เรือของลาว แล่นไปไหนไม่รู้สิ 

.

 

edit @ 16 Dec 2008 00:34:48 by ระหว่างทาง