......................................................................................................
คิด ๆ
คิดมาตั้งแต่ปีก่อนตอนพระจันทร์ยิ้ม ตอนวันพระจันทร์ใกล้โลก มองเห็นได้ดวงโต ๆ
คิดว่านี่อาจเป็นกุศโลบายของใคร ที่อยากให้เราเลิกหมกมุ่นแต่กับเรื่องวุ่น ๆ ประสามนุษย์ และ
แหงนมองฟ้าบ้าง
18 พฤศจิกา ลางาน
ค่ำวันที่ 17 นั่งรถออกจากรุงเทพฯ กลับบ้านอยุธยา
หนึ่งคือเพื่อผลาญวันลาพักร้อนที่มีอยู่ให้หมด
สองคือเผื่อจะได้เห็นฝนดาวตกลีโอนิดส์
.
อยุธยาหนาวแล้ว
ราวเที่ยงคืนออกมายืนที่สนามหญ้าหน้าบ้าน
ลมพัดแรง แหงนมองฟ้าเห็นดาวรางเลือน
คืนเมฆมากอีกคืนหนึ่ง
ฟ้าสีไม่ดำจัด ออกเรื่อแดงเหมือนมีไฟเมืองส่อง
.
ตอนเย็นน้องซึ่งมาจากกรุงเทพฯ เหมือนกันถามว่าจะได้เห็นฝนดาวตกไหม
เราว่าไม่รู้สิ จะรู้ได้ไง เห็นก็ดี ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร
.
กลับเข้าบ้าน นอนเก็บแรง ตั้งนาฬิกาปลุกตี 4 เค้าว่าตี 4 กว่าถึงตี 5 มีดาวตกหนาแน่นสุด
ยังไม่ตีสี่ดีน้องก็มาปลุกแล้ว ออกมาหน้าบ้าน
มองฟ้าดูลาดเลา
ยิ่งกว่าเมื่อหัวค่ำอีก เมฆสีอมแดงลอยเต็มฟ้า
เห็นดาวเป็นบางครั้ง ดวงสองดวงผ่านช่องว่างของเมฆก่อนลับหายเมื่อเมฆลอยเคลื่อน
.
ฟ้าสอนว่าอย่าตั้งความหวัง ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
และมนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่จนควบคุมทุกอย่างได้ดังใจ
.
ลมหนาวพัดแรง ฉันยกเก้าอี้จากบ้านออกมาตั้ง แล้วนั่งมองฟ้าหนาเมฆ
ลมแรงพัดเมฆเคลื่อนตัว
อาจพัดดาวให้ตกลงมาบ้าง
.
ฟ้าสอนว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
.
เมฆลอยเคลื่อนไม่หยุดนิ่ง
ห่มคลุมแน่นแล้วแหวกช่องน้อย
สักพักก็ไหลไปรวมกันอยู่รอบ ๆ ตรงขอบฟ้า
ฟ้าไม่ดำจัด แต่เปิดช่องว่างตรงกลางให้เรามองเห็นดาวแล้ว
ดาวไถและดาวเต่าเคลื่อนที่ ย้ายไปในตำแหน่งต่างจากหัวค่ำ
น้องสาวยกเก้าอี้ตามออกมานั่งด้วย
เล็งทำเล หาที่มองดาวเห็น
พอเราเงียบเสียงคุย
ดาวก็ลากเส้นยาวบนฟ้า
.
น้องพอใจที่ดาวตกดวงเดียวนั้น
ลากเก้าอี้กลับเข้าบ้านนอน
ส่วนฉันยังคงนั่งต่อ มองเมฆลอยไปเรื่อย ๆ
มองฟ้าเปลี่ยนแปลง
นึกครึ้มใจอยากนั่งจนเช้าเหมือนกัน
แต่ทนหนาวไม่ไหว
.
เก็บดาวตกได้เจ็ดดวง จากเวลาตี 4 ถึงตี 5 กว่า
บางดวงอ่อนจาง บางดวงสว่าง บ้างลากแสงยาว บ้างก็วูบผ่านเพียงสั้น ๆ
เจ็ดดวงไม่มาก
แต่จะมีสักกี่หนที่เราลากเก้าอี้ออกมาอาบลมหนาว แหงนมองฟ้า เมฆ ดวงดาว ตอนตีสี่
.
เป็นกุศโลบายของใครกันอีกนะ