Letter

ถึงแก

แกเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหมวันนี้

วันแห่งความรักเวียนมาหาเราอีกแล้วนะ ทุก ๆ ปีฉันก็มักทำตัวเฉย ๆ กับวันนี้ แอบเหล่ชาวบ้านที่เขาได้ดอกไม้บ้างตามประสา ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถึงจะชื่อวันแห่งความรัก แต่บรรยากาศรวม ๆ ก็เน้นความรักแบบคนรักเป็นหลัก คนที่ไม่ได้มีความรักแบบนั้นก็อาจรู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างเป็นธรรมดา

แต่แกคงเห็นเนอะว่า เอาเข้าจริงที่ผ่านมา ฉัน(และคงจะแกด้วยแหละ) ก็ไม่ได้ทุกร้อนกับมันเท่าไหร่

แต่สารภาพนะว่าเช้าวันนี้จิตใจฉันหดหู่ขึ้นมาจริง ๆ  มันก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็มากกว่าปีอื่น ๆ   บรรยากาศในที่ทำงานฉันเป็นปกติดี มีแซวกันบ้างพอหอมปากหอมคอ หัวเราะกันไปเหมือนทุกวัน แต่พอก้มหน้าทำงาน บางนาทีฉันก็ร้องบางเพลงขึ้นมาในใจ แล้วน้ำตาก็เอ่อโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ฉันทำในเวลานั้นคือกลั้นมันไว้ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ ถ้าบังเอิญมีใครเห็นเข้าก็คงคิดว่าฉันตาเชื่อมเพราะง่วงและหาวมากเกินไปแบบที่เป็นบ่อย ๆ

ฉันเป็นแบบนั้นเพราะปิดกั้นหัวใจตัวเอง จำกัดให้คำว่ารักในวันนี้หยุดอยู่ที่ความรักแบบคู่รัก จนลืมไปว่าที่จริงความรักกว้างขวางกว่านั้น และมันล่องลอยอยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่เอง

มีเมลถึงฉันสองฉบับในวันนี้ หนึ่งในนั้นเป็นฟอร์เวิร์ดเมลจากเพื่อนขาประจำ ปกติฉันมักขี้เกียจอ่าน แต่วันนี้ฉันเปิดมันและอ่านดู

ถึง...ความรักทุก ๆ ดวง

สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเรา คือชีวิตเรา ...

สิ่งที่มีค่าที่สุดในใจเรา คือหัวใจเรา...

อย่าเอาชีวิตทั้งชีวิตไปยกให้ใคร

อย่าเอาใจทั้งใจไปให้ใครคนเดียว

อย่ายกสิ่งที่มีค่าที่สุด และดีที่สุดของเราไปให้ใครดูแล

เพราะไม่มีใคร ... ที่จะดูแลมันได้ดีไปกว่าตัวเราเอง

อย่าปิดกั้นความรู้สึกของหัวใจ อย่าบอกว่าเกิดมาเพื่อรักคนคนเดียว

คนใจแคบเท่านั้นที่เกิดมาเพื่อรักคนได้คนเดียว

เราสามารถรักใครต่อใครได้มากมาย ขอเพียงให้รู้จักหน้าที่ของความรัก หน้าที่ที่จะปฏิบัติต่อคนที่เรารัก

รักต่างแบบ... ปฏิบัติในหน้าที่ต่างกัน

แล้วเมื่อวันใดวันหนึ่ง ... คนบางคนไม่แยแสกับความรักที่เรามีให้ เราก็ยังคงเหลือใครต่อใครอีกมากมาย

... และไม่เห็นต้องเจ็บเจียนตาย ถ้าเรามั่นใจว่าเราทำหน้าที่ให้รักนั้นเต็มที่แล้ว

อากาศร้อนอบอ้าว ออกมายืนคุยกับแสงแดด อากาศหนาวขาดใจ ออกมาหาอุ่นไอลมหนาว

เราจะรู้ว่าร้อนหรือหนาว ... ก็ต่อเมื่อเราได้สัมผัสกับมัน

ก็เหมือนความรัก อยากรู้ว่ารสชาติเป็นไงก็ต้องไปสัมผัสกับมัน

แต่อย่าทรมานตัวเอง ด้วยการยืนตากแดดนาน ๆ หรือยืนต้านทานลมหนาว

ถ้ารู้ว่าร้อนนัก ... ก็หลบที่ร่ม ถ้ารู้ว่าหนาวนัก ... ก็ก่อเตาผิง

ความรักจะไม่ทำร้ายเรา ... ถ้าเราไม่ทำร้ายตัวเอง ถ้าเธอรู้จักรัก

แสงแดดจะทำให้เธออุ่น ลมหนาวจะทำให้เธอหลับสบาย ...

ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม...หากเรารู้จักที่จะรักมันให้ถูก 

 

ฉันไม่คิดว่าเห็นด้วยกับข้อความทั้งหมด แต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกดี และไม่ติดอยู่กับอารมณ์เดิม ๆ ของตอนเช้า

ค่ำนี้ฉันนั่งรถเมล์สายที่นั่งทุกวัน วันนี้อากาศดีชะมัด และจิตใจฉันก็ปลอดโปร่งเหมือนอากาศใส ๆ  ฉันนึกถึงใครหลายคนในชีวิต และย้อนนึกไปถึงช่วงเวลาที่ฉัน แก และเพื่อน ๆ ของเราได้ใช้ร่วมกันสมัยเรียน ตอนนั้นเมื่อถึงวันแห่งความรัก ส่วนใหญ่เราจะใช้เวลาด้วยกัน ถึงจะแอบมองหลายคนในคณะด้วยอารมณ์อิจฉาที่พวกเขามีกุหลาบช่อโตมาวางถึงโต๊ะ ส่วนพวกเราได้แต่ให้ของกันเอง  เพื่อนบางคนมีของเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือมา ช็อกโกแล็ตบ้าง หรืออาจเป็นสติกเกอร์รูปหัวใจแบบที่เราติดให้ใครต่อใครสมัยประถม แต่เราก็มีความสุขในรอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะแบบที่เรายังมีให้กันจนถึงวันนี้

และฉันยังนึกเลยไปถึงอีกบางวันที่แกยื่นดอกไม้ให้พร้อมการ์ดเล็ก ๆ  เพราะเห็นฉันหน้าตาไม่สดชื่นมาหลายวันแล้ว นึกถึงน้องหลายคนในค่ายที่ ที่ถึงจะไม่ได้เจอกันอีกเลย แต่พวกเขาก็ยังอยู่ในใจฉันเสมอ ๆ   หลายเรื่องราวย้ำเตือนฉันว่าถ้าฉันเปิดหัวใจ ก็จะเห็นว่าความรักมันอยู่รอบ ๆ ตัวในทุก ๆ วัน และบางทีเราอาจเห็นความรักในคนที่เรานึกไม่ถึงก็ได้

เออ วันนี้มีเรื่องทำให้ประหลาดใจอยู่เรื่องนึง แถวบ้านฉันมีลุงคนหนึ่ง ถ้าจะเรียกอย่างที่ใคร ๆ เขาเรียกกันก็ต้องบอกว่าแกเป็นคนบ้า ลุงเนื้อตัวมอมแมม นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนทางเท้า พกกระดาษไปรษณีย์ม้วนนึง หลายครั้งก็เขียนอะไรยุกยิกลงบนนั้น วันนี้ฉันเห็นแกให้เงินลุงอีกคนที่นั่งขอเงินอยู่ริมทาง แบบนั้นเราจะเรียกว่าความอะไรนะ

ฉันพล่ามมาซะนาน ฉบับนี้คงต้องขอจบแค่นี้ก่อน

ขอบคุณสำหรับความรักของแก

ถึงจะบอกแกไปแล้ว แต่ก็ขอบอกอีกครั้ง

รักแกเหมือนกันนะ

ฉันเอง

ปล. ทิ้งไว้ให้คิดหน่อยนึง ระหว่าง ความรัก มิตรภาพ ความผูกพัน สามคำนี้แกชอบคำไหนมากสุด พอดีฉันไปอ่านเจอในนิตยสารเล่มนึงน่ะ แต่ฉันเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แกล่ะว่าไง  

 

edit @ 15 Feb 2008 01:06:45 by ระหว่างทาง

ถึงแก

แกมีความสุขไหม สบายดีอยู่รึเปล่า

เมื่อไม่นานนี้ฉันได้กลับบ้านที่ต่างจังหวัด ฝนยังไม่เดินทางจากเราไปเหมือนในกรุงเทพฯ นี่แหละ แต่กว่าฉันจะได้เห็นของขวัญที่มาพร้อมฤดูกาลก็เมื่อตอนกำลังจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้ว

ที่ลานรกเรื้อปากทางเข้าหมู่บ้านฉันมีดงดอกต้อยติ่งบานสะพรั่ง แกคงรู้จักหรอกนะ ดอกต้อยติ่งสีม่วงที่เราเก็บเม็ดมันมาโยนลงน้ำให้แตกดังเป๊าะแป๊ะสมชื่อ

ช่วงหนึ่งของชีวิต ฉันเคยสรรหาดอกไม้มาปักในแจกันห้องตัวเองไม่เว้นแต่ละวัน บางดอกมาจากแม่ค้าหน้าปากซอย บางช่อฉันไปเลือกมาจากปากคลองตลาด หรือบางครั้งก็จากรถเข็นแถวที่ทำงาน และมีครั้งหนึ่งดอกไม้ช่อเล็ก ๆ ก็มาไกลจากท่าน้ำเทเวศน์

แต่ตอนนี้แจกันแก้วสีน้ำเงินในห้องฉันมีแค่ต้นพลูด่างขาดน้ำเหี่ยวเฉา ส่วนในห้องก็รกเอาเรื่อง ไม่ต้องถามว่าชีวิตช่วงที่ผ่านมาเป็นยังไง ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้ฉันเหมือนใช้ชีวิตไปแกน ๆ ตื่นเช้าไปทำงาน ค่ำ ๆ กลับถึงบ้านก็ไม่มีแรงทำอะไรนอกจากดูทีวีแล้วก็นอน ฉันแทบลืมย่างก้าวนุ่ม ๆ ของตัวเอง ลืมมองเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก มองพระจันทร์ ดอกไม้ต้นไม้ริมทาง แล้วก็ความสวยงามของผู้คน ชีวิตไม่มีความทุกข์ แต่ก็เหมือนพลูด่างในแจกันที่ฉันลืมเติมน้ำละมั้ง ถึงมันจะยังไม่ตาย แต่ก็เริ่มเฉา ๆ

ดอกต้อยติ่งในวันนั้นนอกจากทำให้ฉันยิ้ม ยังทำให้นึกขึ้นมาได้ว่านานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้หาดอกไม้มาปักแจกันห้อง และอีกนานแค่ไหนกันที่ฉันลืมปักดอกไม้ให้ชีวิต

ระยะหลังนี้ฉันเลยพาตัวเองออกจากห้องแคบ ๆ บ้าง ไปไหนมาไหนกับเพื่อน แล้วก็ไม่ลืมชมนกชมไม้ระหว่างทาง ตอนนี้ถ้าแกถามฉันด้วยคำถามที่ฉันถามแกไว้ตอนแรก ฉันเลยจะตอบว่า ฉันสบายดี มีความสุขตามสมควร และก็ไม่ได้ต้องการความสุขที่มันมากมายนักหรอกนะ เพราะคิดเอาเองว่ามันจะมาพร้อมความทุกข์มาก ๆ ด้วย

แต่ชีวิตก็ยังไม่สดชื่นเท่าไหร่ ฉันเลยว่าจะหาดอกไม้มาปักแจกันในห้องอีกสักครั้ง แกเชื่อไหมว่าดอกไม้เล็ก ๆ ทำให้ชีวิตสดใสขึ้นได้จริง ๆ

แล้วแกล่ะ ได้ปักดอกไม้ให้กับชีวิตบ้างรึเปล่า

ช่วงนี้ก็เข้าปลายฤดูฝนแล้วนะ อีกไม่นานฝนก็จะจากเราไปพร้อมดอกไม้มากมาย แกอย่าลืมเหลียวมองมันบ้างล่ะ และรู้ไว้ด้วยว่าฉันฝากความปรารถนาดีให้แกผ่านไปกับดอกไม้พวกนั้น(ไม่ค่อยลงทุนเลยเนอะ)

จาก ฉันเอง

ปล. เออเคยมีคนบอกเอาไว้ ถ้าเขามีเงินสองบาท บาทนึงเขาจะซื้อข้าว อีกบาทไว้ซื้อดอกไม้ ถ้าฉันมีเงินสองบาทฉันจะทำอะไรดีล่ะ บาทนึงฉันจะซื้อข้าว อีกบาทซื้อเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ไว้ปลูกเองดีไหมแก เวลามันบาน ฉันจะได้ส่งดอกไม้ของฉันไปให้แกปักในแจกันด้วยไง

ถึงแก

แกบอกฉันว่า ทะเลที่แกอยู่ตอนนี้ฝนตกไม่เว้นวัน ตอนนั้นฉันถามแกไปว่า แกได้ถ่ายรูปไว้บ้างไหม ฝนตกกลางทะเล

แกบอกว่า นั่นสิ แล้วทำเหมือนเพิ่งนึกได้ แกว่า ขืนแกออกมาถ่ายกล้องก็เปียกหมด หรือไม่ฟ้าก็อาจผ่าเอา เพราะเกาะที่แกอยู่ฟ้าแรงและเพิ่งผ่าเสาสัญญาณโทรศัพท์ไปไม่นานนี้เอง

ฉันเพิ่งรู้ตอนนั้นแหละว่าจากบ้านพักของแกมองไม่เห็นทะเล แต่แกบอกว่า แกอาจจะออกมาถ่ายรูปตอนฝนตั้งเค้าก็ได้

ที่ฉันถามแกเรื่องถ่ายรูปฝนกลางทะเล ไม่ใช่ว่าฉันพิศวาสการถ่ายรูปขนาดนึกอยากบันทึกภาพในทุกสถานการณ์ หรือแค่เห็นว่าภาพฝนกลางทะเลไม่ได้หาถ่ายได้ง่าย ๆ สำหรับคนจากเมืองที่มีแต่แม่น้ำอย่างฉัน แต่เป็นเพราะฉันชอบบรรยากาศของมันจริง ๆ

ฉันเห็นฝนตกกลางทะเลครั้งแรกจากภาพขาวดำในนิตยสารเล่มหนึ่ง กลางทะเลมีเรือประมงอยู่สองสามลำ ฝนสาดลงมาเป็นสายจากฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำสู่ทะเลอึมครึมเพราะเงาฝน ถึงเป็นแค่ภาพไร้สีสัน ไร้การเคลื่อนไหว และปราศจากเสียง มันก็ประทับอยู่ในใจและทำให้ฉันอยากเห็นฝนกลางทะเลกับตาตัวเองสักครั้ง

และวันหนึ่งฉันก็ได้อยู่ในสถานการณ์นั้นจริง ๆ

ความจริงทะเลตอนฝนตกน่าจะดูเหงานะ เมฆทะมึนบนฟ้า ฝนขาวโพลน กับทะเลปั่นป่วน ภาพที่มีแต่น้ำกับน้ำน่าจะให้ความรู้สึกเวิ้งว้างพิลึก แต่ฝนกลางทะเลที่ฉันเจอกลับไม่ให้ความรู้สึกอย่างนั้น

ตอนนั้นฉันอยู่บนเรือกลางทะเลตรังระหว่างกลับจากเกาะรอก เป็นการเดินทางกับเพื่อนฝูงที่แกเองก็รู้จักดีรวมแล้วเกือบสิบคน เรือแล่นมาไกลและอีกไม่นานก็จะถึงฝั่งแล้ว ฟ้าโปร่งและแดดแรงมาตลอดทาง แต่อยู่ ๆ เมฆฝนกลุ่มใหญ่ก็เคลื่อนตัวเข้ามาหาเราเรื่อย ๆ (ที่จริงเราก็เป็นฝ่ายเคลื่อนเข้าไปหามันเหมือนกัน) ไม่นานก็รู้สึกถึงเม็ดฝน

เรือที่มีหลังคาอยู่ครึ่งลำกำบังอะไรไม่ได้หรอกเมื่อลมแรงและฝนกระหน่ำหนักขึ้น เราเลยพากันมานั่งตรงหัวเรือ ตากฝน และร้องเพลงกัน

บางทีการจะมองอะไรในมุมไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นะ ตอนนั้นอารมณ์เราเป็นแบบไหน เราอยู่กับใคร และคนรอบข้างตัวเรารู้สึกยังไงอยู่ ฝนกลางทะเลตอนนั้นเลยไม่ได้ทำให้ฉันเหงา แต่ทำให้ฉันรักโลกของเราที่สร้างปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา

มองขึ้นไปฉันเห็นเมฆกับน้ำฝนที่หล่นลงมา เบื้องล่างของฉันมีผืนน้ำรสเค็มคอยรองรับหยดน้ำรสจืดอยู่ ตัวฉันกับเพื่อนเปียกปอนและข้าวของก็เปียกชื้น แต่เราไม่มีอะไรต้องกังวล ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นฉันรู้สึกเหมือนได้กลับเป็นเด็กอีกครั้ง

แล้วแกล่ะ แกเห็นฝนกลางทะเลอยู่แทบทุกวัน แกคิดถึงอะไรและรู้สึกยังไงเวลาเฝ้ามองมันอยู่

หรือแกมัวแต่กลัวฟ้าผ่า

ไม่เป็นไรหรอกน่า ถ้าแกไม่ได้สาบานอะไรไว้ก็ไม่ต้องห่วงหรอก เชื่อฉันสิ

จากฉันเอง