LuangPraBang

ดึก ๆ บนเส้นทางสาย 13 เหนือ

ยามเย็นในหุบเขาชื้นหนาว แต่หอมสดชื่น ...จนฉันอยากให้ถนนสายนี้ทอดตัวไปไม่จบสิ้น

ถัดจากวังเวียง ราวห้าโมงเย็น รถแวะพักเป็นครั้งแรก(และครั้งเดียว)ที่เมืองกาสี เราฝากท้องไว้กับข้าวแกงจานละ 8,000 กีบ ที่ลุงเจ้าของใจดีบอกว่ากับข้าวนั้นเลือกกี่อย่างก็ได้ ตามแต่ชอบ เรารีบจัดการอาหารมื้อเย็นในจาน พร้อมซดต้มจืดที่มีให้คู่กันเพื่อความคล่องคอ

รถแวะอยู่นานเป็นชั่วโมงจนแดดบ่ายเริ่มหายไปจากฟ้าตะวันตกจึงมุ่งหน้าต่อ ทางข้างหน้าเริ่มสูงชันขึ้น และสิ่งที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังคือภาพเมืองในหุบเขา ท้องนา และฟ้าสีส้ม

ค่ำคืนมืดมิด มีเพียงไฟหน้ารถที่เรานั่ง กับไฟของรถคันอื่นที่นาน ๆ จะปรากฏขึ้นจากความมืดเบื้องหน้าสักครั้ง บนฟ้ามีดาวมากกว่ามาก จนเผลอรู้สึกว่า ช่างรกท้องฟ้าเสียจริง

เวลานั้นกล้องถูกเก็บลงกระเป๋า ฟิล์มและเมมโมรีการ์ดต่างไร้ประโยชน์ มีเพียงดวงตาและความทรงจำเท่านั้นที่ช่วยกันบันทึกภาพน่าประทับใจเหล่านั้นไว้

...

สลับกับทางขึ้นเขาสูงเป็นหมู่บ้านกลางหุบเขา กองไฟถูกก่อไว้เป็นหย่อม ๆ ควันสีขาวขุ่นลอยห่มคลุมหมู่บ้าน แสงวอมแวมส่องลอดออกมาตามบานประตูหน้าต่างของบ้านหลายหลัง มองเข้าไปในบางบานที่ถูกแง้มไว้ สมาชิกของบ้านมารวมกันอยู่แล้ว และบทสนทนาก่อนเข้านอนกำลังดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ

...

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งตรงกิโลเมตรที่ 168 ก่อนถึงหลวงพระบาง รถจอดส่งชายหญิงคู่หนึ่ง เด็ก ๆ สามสี่คนวิ่งส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวมาแต่ไกล เสียงนั้นฟังได้ความว่า แม่

กองฟืนที่ถูกจุดไล่ความหนาว ดูจะไม่อุ่นเท่าการกลับมาของคนในครอบครัว

สุดทางที่หลวงพระบาง

ค่ำคืนในหุบเขาหนาวขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายคนเลื่อนหน้าต่างรถปิด

กลุ่มผู้ชายร่วมทางเริ่มกรึ่มเบียร์ได้ที่ หนึ่งในนั้นครวญเพลงลาวด้วยน้ำเสียงนุ่มหู เคล้าไปกับลมหนาวที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างบานที่ยังเปิดแง้มไว้ กล่อมฉันให้หลับลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่รถออกจากเวียงจันทน์...

เพื่อนสองคนนอนไม่ค่อยหลับเพราะเบาะนั่งทำระดับตั้งฉากกับพื้นรถและปรับเอนไม่ได้ แต่ความง่วงทำให้ฉันหลับเกือบสนิทจนไม่รู้ว่าทางไต่ระดับสูงและคดเคี้ยวแค่ไหน

และโดยไม่รู้ตัวเราก็ถึงหลวงพระบาง

รถจอดที่สถานีขนส่งสายใต้ ฉันลืมตาสะลึมสะลือ และเกือบจะนอนต่อเพราะนึกว่าเป็นการแวะพัก จนเมื่อเห็นว่าเอ๋กับหมีเริ่มแบกเป้ขึ้นหลัง เลยตื่นและลงมือเก็บข้าวของของตัวเอง

ดูนาฬิกา ห้าทุ่มกว่า รถทำเวลาได้ดี

ฉันนึกขอบคุณความพลาดของเราในใจ ที่ให้โอกาสทำความรู้จักการเดินทางบนถนนสาย 13 เหนือยามค่ำคืน

คืนแรกในหลวงพระบาง

อากาศค่ำคืนของหลวงพระบางมีไอเย็น แต่พี่โชเฟอร์รถรับจ้างที่รุมล้อมเราเข้ามาเรื่อย ๆ ก็ทำให้รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมาเหมือนกัน

เรามองหาพี่ชาวไทยสองคนที่ร่วมทางกันมาหวังจะพึ่งพิง ทั้งคู่อยู่บนรถจัมโบ้คันเล็กที่เพิ่งสตาร์ทเครื่อง และไม่ถึงอึดใจก็แล่นลับหายไปในความมืดมิดของถนนที่ไม่รู้จัก

หนึ่งในพี่โชเฟอร์ที่ล้อมเราอยู่ถามจุดหมายปลายทาง ฉันใจชื้นขึ้นมานิดนึงเพราะอย่างน้อยก็มีจุดหมายของค่ำคืนนี้ในใจ จึงบอกเขาไป วีระเดชาเกสต์เฮาส์

...

ค่าโดยสารรถหน้าตาคล้ายรถแดงเชียงใหม่แต่คันย่อมกว่าในคืนนั้นอยู่ที่คนละ 40 บาท ฉันพยายามขุดคุ้ยข้อมูลในสมองเกี่ยวกับอัตราค่าโดยสารที่ถูกที่ควร พบว่าเลือนรางเต็มที แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจตอบตกลงก่อนเวลาจะล่วงเลยไปกว่านั้น

หลังจากเราประจำที่เรียบร้อย หนุ่มฝรั่งผู้โดยสารรถหวานเย็นมาด้วยกันก็ขึ้นมาร่วมทางด้วย พอเขาจ่ายค่าโดยสารในอัตรา 1 ดอลลาร์เรียบร้อย รถก็แล่นฝ่าความมืดสู่เมือง

...

เมื่อพ้นวงล้อมออกมาและเจอลมพัดแรงในอัตราความเร็วรถ ฉันก็ออกอาการฟันกระทบกันกึกกัก ตัวสั่นขึ้นมาให้ขายหน้าฝรั่งผมทองที่ใส่แค่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นแต่ยังนั่งหน้าตาเฉย

หมีผู้เป็นภาษาอังกฤษที่สุดเริ่มผูกมิตรกับเขา และพบว่าฝรั่งหนุ่มผู้นี้ไม่มีจุดหมายใด ๆ เราเลยบอกชื่อที่พักของเราไปเผื่อเขาจะสนใจขึ้นมา ทั้งที่ความเป็นจริงเราก็ใช่ว่าจะมีจุดหมาย วีระเดชา ที่ว่าเป็นแค่ที่พักที่หมายตาไว้เพราะหลายคนแนะนำมาเท่านั้นแหละ จะเต็มไหม จะปิดไปแล้วรึยัง จะอยู่ได้รึเปล่า ... ไม่รู้เลย

แต่เขาก็มีทีท่าสนใจ เราเลยโฆษณาสำทับว่ามันเป็นที่พักที่ comfortable and cheap (ทั้งที่ก็ไม่เคยไปพัก) แถมพอเขาถามว่ามันอยู่ใกล้ศูนย์กลางไหม ฉันยังตอบไปอีกว่า its near the center โดยเหมาเอาเองว่า center ที่พูดถึงคงเป็นสี่แยกกลางเมืองที่เราอ่านเจอมา(ละมัง)

ไม่รู้ในใจคิดยังไง แต่สุดท้ายเขาก็ร่วมหัวจมท้ายไปแวะดูวีระเดชากับเรา

บ่าย ๆ บนเส้นทางสาย 13 เหนือ (1)

ที่นั่งฝั่งเหวของเอ๋มีดีตรงนี้

ตรงที่ไม่โดนแดดบ่าย

ฉันเปิดหน้าต่างกว้างให้ลมพัดเข้ามา สายตามองภาพริมทางที่คืบผ่านไปตามความเร็วรถ

เด็กนักเรียนกำลังกลับเข้าโรงเรียนอีกครั้งเมื่อเราเริ่มออกเดินทาง ท้องถนนเลยเต็มไปด้วยเด็ก ๆ บ้างเดิน บ้างปั่นจักรยาน หลายคนมีร่มในมือเป็นอาวุธสู้กับแดดบ่าย เด็กชายในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกางเกงดำ เด็กหญิงในชุดเสื้อเชิ้ตขาวกับผ้าซิ่นสีเข้ม จับจองสนามหญ้ากว้างใหญ่หน้าอาคารเรียนชั้นเดียวของพวกเขา

...

ช่วงแรกของการเดินทาง สองข้างทางเป็นบ้านคน ร้านค้า สลับกับทุ่งนาฤดูเก็บเกี่ยว รถหวานเย็นของเราแวะจอดรับผู้โดยสารที่โบกขึ้นตามรายทางบ้างเป็นระยะ ถนนราดยางสายเดิมเริ่มไต่ทางสูงขึ้นเมื่อแล่นพ้นเวียงจันทร์ เส้นทางคดโค้ง แต่ยังไม่หนักข้อ ลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามามีกลิ่นต่างจากเดิม และสิ่งที่เห็นนอกหน้าต่างเปลี่ยนไปแล้ว

เมืองจากเราไป

และภูเขาขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม

ห้วยดอกไม้

กิจกรรมของฉันบนรถหวานเย็นนอกจากนั่งตากลมชมวิวคือการอ่านป้ายที่อยู่รายทาง

ในบรรดาป้ายต่าง ๆ ฉันชอบป้ายบอกชื่อห้วยที่สุด บางชื่ออ่านไม่ออก บางชื่ออ่านออกแต่ไม่เข้าใจ แต่หลายชื่อที่อ่านเข้าใจเป็นชื่อน่ารัก อ่านแล้วก็ชะเง้อดูว่าอะไรทำให้ห้วยที่ว่ามีชื่อนั้น

ห้วยที่ฉันจำได้ไม่ลืมชื่อห้วยดอกไม้ ห้วยนี้คงคดโค้งไปมา ถนนเลยพาดผ่านหลายรอบ ทำให้มีทั้งห้วยดอกไม้ 1 ห้วยดอกไม้ 2

รถแล่นผ่านที ฉันก็ชะเง้อมองซักที แต่ไม่สมชื่อเลย ไม่เห็นมีดอกไม้ซักดอก

...

รถเข้าโค้งหนึ่งของภูเขาไม่ไกลจากห้วยดอกไม้แล้วหยุด

ไม่มีคนลง ไม่มีคนขึ้น

ที่มีริมทางโค้งนั้นคือมอเตอร์ไซค์ที่ล้มคว่ำอยู่ หญิงวัยกลางคนหัวโน กับชายรุ่นราวคราวเดียวกันนอนหายใจเหนื่อยอ่อน

เด็กรถชะโงกหน้าออกไปถามไถ่พักหนึ่ง เมื่อบทสนทนาที่ฉันไม่เข้าใจจบลง รถหวานเย็นก็เคลื่อนตัวพาเราออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านทางคดโค้งไม่เท่าไหร่ก็เข้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แล้วจอดอีกครั้งที่หน้าร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์

เช่นเคย ไม่มีคนลง และไม่มีคนขึ้น

เด็กรถคนเดิมชะโงกหน้าไปคุยกับชายวัยหนุ่มที่กำลังซ่อมมอเตอร์ไซค์อยู่ เขารับฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ในบทสนทนารวดเร็วเกินเข้าใจนั้น มีคำหนึ่งที่ฉันจับความได้ นั่นคือคำว่า

ห้วยดอกไม้

และเมื่อรถแล่นจากมา ฉันมีที่มาของชื่อนี้ในใจ

บ่าย ๆ บนเส้นทางสาย 13 เหนือ (2)

เส้นทางที่คาดเดาไม่ได้

ทอดตัวคดโค้งสู่เขาเบื้องหน้า

ภูเขาทิวแล้วทิวเล่า

ลูกแล้วลูกเล่า

เราเดินทางสู่อ้อมกอดเหน็บหนาวของภูเขา...

ฉันนึกบางถ้อยคำวลีขึ้นได้ในระหว่างที่รถหวานเย็นพาลัดเลาะไปตามภูเขาแต่ละลูก ทางราดยางบนเขาคดโค้งไปมาและค่อนข้างขรุขระ รถแล่นโคลงเคลงจนยากจะจดบันทึกสิ่งที่นึกออกไว้ได้ ได้แต่พยายามท่องให้สิ่งเหล่านั้นฝังอยู่ในความทรงจำอันเลอะเลือนของตัวเอง เพื่อจะได้เขียนลงสมุดเมื่อรถจอดแม้เพียงนิด

บ่ายแก่ ๆ เราเข้าสู่ถนนกลางหุบเขาเต็มตัว เส้นทางที่เราจากมาถูกปิดไว้ด้วยภูเขาที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ ฝั่งขวาเป็นทิวเขาขนาดกลางอาบแดดบ่ายเป็นสีเหลืองอยู่เกือบชิดถนน ด้านซ้ายมีเทือกเขาหินปูนที่ปล่อยให้ดวงอาทิตย์คล้อยฟ้าโผล่จากร่องเขาเป็นครั้งคราวตามการเคลื่อนผ่านของรถตั้งตระหง่านอยู่ ส่วนข้างหน้าเราเป็นเขาสูง ทางทอดตัวหายลับไปในซอกหลืบจนเราไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่บ้าง

เราล้อมคุณไว้แล้ว

เหมือนได้ยินเสียงกระซิบอย่างนั้น

...

เรามาถึงวังเวียง เมืองปลายทางของหลายคนเอาราวบ่ายสี่โมง ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ลงที่นี่ บนรถเหลือฝรั่งเพียงคนเดียว ส่วนคนไทยรวมเราด้วยมีห้าชีวิต ที่เหลือทั้งหมดเป็นเจ้าถิ่นชาวลาว

...

สำหรับคนที่ได้เยือนวังเวียงคงมีมุมมองอย่างหนึ่ง

แต่สำหรับคนผ่านทางอย่างฉัน วังเวียงสวยงามด้วยภูเขาหินปูน ทุ่งนาขั้นบันได และดอกเลาล้อแดดบ่ายริมน้ำซอง

...

ฉันชะเง้อมองผ่านหัวผู้โดยสารที่นั่งฝั่งซ้ายคอแทบเคล็ดเพื่อดูทิวทัศน์สวยงามที่อยู่อีกฟากของรถ

ที่นั่งฝั่งเหวของเอ๋ไม่ดีก็ตรงนี้เอง


edit @ 2007/02/18 23:25:23

การเริ่มต้นที่แท้จริง

มาคิดดูอีกที...

การเริ่มต้นเดินทางที่แท้จริงของเราเพิ่งเกิดขึ้นในตอนนั้น ตอนที่เราเอาตัวหลุดออกมาจากยานพาหนะคับแคบจากเมืองไทยที่เป็นเหมือนโลกอันคุ้นเคย

ก่อนเดินทางฉันวางกรอบเวลาไว้หลวม ๆ

...จากกรุงเทพฯถึงหนองคาย จากหนองคายถึงเวียงจันทร์ และจากหนองคายถึงกรุงเทพฯ ในวันเดินทางกลับ...

ส่วนระยะเวลาห้าวันที่อยู่ตรงกลางเป็นเหมือนกระดาษเปล่าในสมุดบันทึกที่เราจะค่อย ๆ เติมลงไปจนกว่าจะหมดพื้นที่

เมื่อพ้นตัวรถบัสจากหนองคาย ไม่มีอะไรมากำหนดอีก ทุกอย่างจะอยู่ที่การตัดสินใจของเราในเวลานั้น ๆ

เราไปจัดการแลกเงินที่ธนาคารเป็นอันดับแรก ใช้บริการธนาคารร่วมพัฒนาของลาว แลกเงิน 5000 บาทในอัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท = 269 กีบ พี่เจ้าหน้าที่ยื่นปึกแบงค์ห้าพันมูลค่าล้านกว่ากีบให้เรา

ออกจากธนาคารพร้อมเงินปึกใหญ่ในกระเป๋า เราเรียกรถจัมโบ้ที่จอดอยู่ไม่ไกลธนาคารไป T2

ไม่ว่าต่อรองยังไงพี่โชเฟอร์ก็ยืนยันที่ราคา 30,000 กีบ ความรู้เลขที่ห่างหายมาเกือบสิบปีทำให้การคิดเงินกีบเป็นเงินบาท เงินบาทเป็นเงินกีบเป็นเรื่องสาหัสเอาการ เราคิดกันอยู่นานว่า 30,000 กับ 25,000 กีบคิดเป็นเงินกี่บาท และต่างกันเท่าไหร่ ด้วยความฉุกละหุกปนมึนทำให้คิดไม่ออกซักที หมีกระซิบบอกว่าค่าน้ำมันในลาวแพงกว่าไทย เราเลยตกลงให้พี่โชเฟอร์ไปที่ราคานั้น

...

ความพลาดครั้งที่หนึ่ง

สิ่งที่ฉันรู้มาเกี่ยวกับรถไปหลวงพระบางคือมีรถ VIP กับรถหวานเย็น เที่ยวรถมีตลอดทั้งวัน เช้าสามรอบ บ่ายสี่รอบ รถ VIP ใช้เวลา 8 10 ชั่วโมง หวานเย็น 10 12 ชั่วโมง และว่ากันว่า รถที่แล่นยาวจากเวียงจันทร์ไปหลวงพระบางมีเฉพาะรถ VIP เท่านั้น

ฉันแอบผิดหวังเล็กน้อยเพราะใจอยากขึ้นรถหวานเย็น แต่ถ้ามันจะมีเฉพาะรถแอร์ก็คงช่วยไม่ได้

...

ในเวลาที่ไม่ได้กำหนด ฉันคิดแค่ว่าเราควรได้จับรถออกจากเวียงจันทร์ประมาณ 10 โมงเป็นอย่างช้าเพื่อจะไปถึงหลวงพระบางไม่ดึกนัก

...

ความพลาดอยู่ตรงนี้ ตรงที่เราไม่รู้เที่ยวรถที่แน่นอนเลย

...

รถจัมโบ้พาเรามาถึง T2 ตอนเกือบ 10 โมง รถเมล์หวานเย็นขึ้นป้ายหลวงพระบางจอดอยู่ มองเห็นมาแต่ไกล เราตรงไปห้องขายตั๋ว ถามเกี่ยวกับรถ VIP ได้คำตอบว่ามีเที่ยวเดียวคือเที่ยว 8 โมงเช้า รถที่จะออกต่อไปคือคันนั้น

เจ้าหน้าที่ชี้ไปที่รถหวานเย็นกระจกหน้าร้าว เป็นคันเดียวกับที่เราเห็นตั้งแต่เข้ามา

ฉันแอบดีใจเพราะปันใจให้หวานเย็นตั้งแต่แรก ดูจากตารางเดินรถ เที่ยวต่อไปคือ 11 โมง ช้ากว่าที่คิดแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น ส่วนเพื่อน ถึงดูท่าจะผิดหวังไปบ้างแต่ก็ยอมรับสภาพแต่โดยดี

เราซื้อตั๋วมาสามใบในราคาใบละ 90,000 กีบ ตั๋วที่รับมาเป็นกระดาษสีตุ่น ๆ มีชื่อฉัน ราคาค่ารถ และเวลาออกเดินทาง เขียนไว้เป็นภาษาลาว ปัญหาอยู่ตรงเวลาเดินรถ

13:00

เรารีบเอาตั๋วกลับไปถามพี่คนเดิม คำตอบไม่น่ายินดี

ไม่มีรถรอบ 11 โมงอย่างในตาราง บ่ายโมงตรงคือรอบที่เร็วที่สุดแล้ว เอ๋พยายามถามจากห้องอื่น ๆ เผื่อจะเป็นคนละบริษัทเดินรถกัน แต่ทุกคนก็ตอบเหมือนกันคือบ่ายโมง (หรืออาจเลตกว่านั้นถ้าผู้โดยสารน้อย)

เรานับเวลาไปถึงหลวงพระบาง ยังไงก็ไม่ต่ำกว่าห้าทุ่ม

พี่คนขายตั๋วพูดทิ้งท้ายเหมือนตอกย้ำ ไปนั่งรอตรงนั้นได้

...

เราไม่กังวลกับการรอคอย และเพราะมีชื่อที่พักในใจบ้างแล้ว แถมคนขายตั๋วยืนยันว่าที่หลวงพระบางมีรถโดยสารในเมืองตลอด 24 ชั่วโมง เลยไม่ค่อยห่วงเรื่องการไปถึงเมืองที่ไม่รู้จักยามดึกเท่าไหร่ ที่ยังกลัว ๆ คือ การเดินทางบนเส้นทางคดโค้งเลาะเขาเลียบเหวยามค่ำคืน แต่ก็ทำได้แค่ภาวนาไม่ให้มีฝนตกลงมาเพิ่มความอันตรายเท่านั้น

...

13:00

เราปรับตัวเข้ากับโชคชะตาได้ดีอย่างน่าประหลาด

ในที่สุดความกังวลเรื่องการเดินทางที่จะมาถึงก็คลี่คลาย เอ๋เริ่มต้นถ่ายรูปตัวเองเหมือนที่ทำมาตั้งแต่เริ่มเดินทาง แล้วเราก็ลงมือลิสท์ชื่อที่ที่น่าจะต้องไปในหลวงพระบาง สลับกับการผลัดกันปล่อยมุกแปลก ๆ เป็นพัก ๆ

10 โมง 11 โมง เที่ยง

คนเริ่มทยอยเอาของขึ้นรถ รถไม่ระบุที่นั่ง เราเลยแบกเป้ของตัวเองขึ้นไปจองที่บนรถบ้าง

เอ๋จองที่ฝั่งขวาของรถเพราะเชื่อว่าฝั่งนี้คงอยู่ด้านเหว หลักการคือ ไหน ๆ ต้องนั่งรถบนทางภูเขาแล้วก็ใกล้ชิดเหวให้สะใจกันไปเลย

...

มื้อกลางวันวันนี้เป็นไวไวซึ่งซื้อจากร้านเฝอที่มีอยู่เจ้าเดียวตรงท่ารถ

คนขายคงไม่ได้ยินที่เราบอกหรือฟังไม่เข้าใจเลยทำเฝอเนื้อมาให้ทั้งที่เราสั่งหมู

3 คน ไม่มีใครกินเนื้อเลย

เอ๋เคยกินเนื้อแล้วอ้วกเลยซื้อนมมากินแทน ส่วนฉันกับหมีกินเส้นประทังชีวิต พยายามไม่นึกถึงรสชาติและกลิ่นของเนื้อวัว

เราเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย และพยายามกินน้ำให้น้อยที่สุดตามคำแนะนำของเพื่อนซึ่งเคยมา เพราะจากนี้เราอาจไม่เจอห้องน้ำอีก

และหลังจากยืนเกร่แถวหน้ารถไม่นานก็ได้เวลารถออก

เด็กรถซึ่งนั่งล้อมเก้าอี้กินข้าวเหนียวกับบางอย่างที่น่าจะเป็นพวกส้มตำสลายตัวขึ้นรถตามมาเมื่อผู้โดยสารพร้อมเพรียง

เพื่อนร่วมทางของเราเป็นนักท่องเที่ยวกับชาวบ้านประมาณครึ่งต่อครึ่ง ในบรรดาชาวบ้าน ฉันเห็นชายชาวลาวท่าทางสนิทสนมกับเด็กรถคนหนึ่งพกปืนกระบอกโตขนาดว่า สวมเสื้อแจ็กเก็ตคลุมแล้วปลายปืนยังโผล่พ้นชายเสื้อออกมา ฉันแอบหวั่นใจ แต่พยายามคิดในแง่ดีว่าคงเป็นคนที่คอยดูแลความปลอดภัยยามค่ำคืน

...


edit @ 2006/11/27 22:57:22