OnTheWay

      การนอนเกร็งข้ามคืนยาวนานบนที่นอนชั้นบนตู้นอนแอร์ทำให้ปวดหลังตงิด ๆ  ส่วนอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศก็เป็นพิษกับอาการหวัดของฉันทำให้ต้องนอนไอตลอดคืน

      เช้านั้นฉันตื่นก่อนนาฬิกาปลุก คงเพราะใจกังวลว่าจะนอนยาวเลยสถานีนครลำปางจุดหมายของเรา ฟ้าเพิ่งจะเริ่มมีสี แต่มองหาดวงอาทิตย์ไม่เห็น รถไฟขบวนยาวยังเคลื่อนตัวเชื่องช้าสลับกับหยุดเป็นระยะ ฉันเลยอาศัยจังหวะนั้นเดินไปท้ายขบวน เปิดประตูข้าง แล้วถ่ายรูปทางรถไฟและภูเขาที่เราทิ้งไว้เบื้องหลัง

เช้าขมุกขมัว กับเส้นทางที่เราผ่านมา

      อากาศเช้าชื้นเย็น

      เจ็ดโมงกว่า เลยกำหนดเวลาถึงลำปางตามตารางเดินรถมาเยอะแล้ว เวลานั้นฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเรายังอยู่แค่แพร่ เพื่อนที่อุตส่าห์เอาชนะความง่วงตื่นขึ้นมารอลงรถเลยขอตัวนอนต่อ ส่วนฉันพาตัวเองมานั่งอยู่ในตู้เสบียง

      แต่ละคนให้คุณค่าของแต่ละสิ่งต่างกัน

      ฉันคิดเมื่อหย่อนตัวนั่งลงบนที่นั่งหนึ่งที่ว่างอยู่ หลังจากยืนถ่ายรูปทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถไฟอยู่พักใหญ่ ขบวนรถนี้ไม่มีตู้พัดลม นั่นเป็นเหตุผลให้ฉันต้องโดยสารตู้นอนแอร์...เป็นครั้งแรก ทั้งที่ปกติจะเลือกตู้นั่งชั้นสองเสมอ  แต่สุดท้ายก็ต้องระเห็จตัวเองมานั่งแช่อยู่ในตู้เสบียง

      บางคนอาจให้คุณค่าของการเลือกโดยสารพาหนะชนิดหนึ่งแค่เครื่องมือพาข้ามเวลาจากสถานที่หนึ่งสู่อีกสถานที่ บางคนให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย อีกบางคนเลือกความสะดวกสบายและรวดเร็ว หรือบางที แค่เรื่องพาหนะ อาจไม่ใช่สิ่งต้องเก็บมาคิดให้มากความ

      แต่ประสาคนเรื่องมาก ฉันก็ยังอดให้คุณค่าความสำคัญกับมันไม่ได้ และคุณค่าของการนั่งรถไฟสำหรับฉัน ที่ทำให้ต้องพาตัวเองหนีตู้นอนแอร์มาก็อยู่ตรงนี้ ...ตรงภูเขา หมอกเช้า ผืนนาแปลงเล็ก ดอกหญ้า แมลง ที่ไม่ได้ให้เราสัมผัสเฉพาะรูป แต่รวมถึงกลิ่น และเสียง ...อยู่ตรง อากาศ’ ที่เป็นอากาศจริง ๆ

เส้นทางข้างหน้า หลายครั้งสวยงามเกินคาดเดา

      ฉันสั่งกาแฟหนึ่งถ้วย ตามด้วยน้ำส้มอีกหนึ่งแก้ว แลกกับเวลาที่จะได้นั่งเรื่อยเปื่อยในบรรยากาศของตู้เสบียง

      ...ตู้เสบียงเป็นแบบนี้เสมอ ไม่เคยมีเพลงป๊อบ แจ๊ส อีซีลิสเซนนิง ตู้เสบียงจะเป็นตู้เสบียงของแท้เมื่อมีเพลงลูกทุ่งเล่นต่อเนื่อง สลับกับเพลงเพื่อชีวิตจังหวะ โจ๊ะ ๆแทรกเสียงพูดคุยหลากภาษาของลูกค้าและพนักงาน

ตู้เสบียงกับอาหารเช้าสไตล์อเมริกันที่ฉันไม่ได้สั่ง

      เวลายังคงเดินนำหน้าระยะทางไปเรื่อย ๆ  เราผ่านป้ายสีเหลืองรอบแล้วรอบเล่า ป้ายที่บอกว่าเรากำลังอยู่บนเส้นทางขึ้นเขา ถึงจะใช้บริการรถไฟมาแล้วหลายครั้ง แต่สารภาพว่านั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกถึงการ 'ขึ้นเขา' จริง ๆ  เมื่อรถแล่นเชื่องช้าให้ความรู้สึกหนักอึ้ง และหยุดเป็นพัก ๆ ราวกับจะต้านแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ไหวและถอยลงไปตามเส้นทางเดิมยังไงยังงั้น

      ฉันถามพี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในตู้เสบียง ทำไมรถไฟช้าละคะ ได้คำตอบว่า แล่นเร็วเดี๋ยวยางแตก ทำเอาอึ้งไปพักนึง จริงเหรอพี่ รถไฟมียางด้วยเหรอ 

      ได้ยินเสียงพี่เจ้าหน้าที่ประจำโบกี้ของเราบอกผู้โดยสารอีกคนว่า...เห็นโบกี้ที่ต่อจากหัวรถจักรไหม สี่โบกี้นั่นล่ะทำให้รถหนัก แต่ถึงช้าดีกว่าไม่ถึงนะ...

      ถึงอย่างนั้น สำหรับพนักงานตู้เสบียง รถช้าหรือเร็วดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยิ่งเวลาล่วงผ่าน ดูเหมือนแต่ละคนจะยิ่งคึกคักกันสุด ๆ  ต่างตบไม้ตบมือตามจังหวะเพลง และสุดท้ายหนึ่งในนั้นก็ร้องขึ้น เอ้า ! ลงไปเข็นรถ โถ่รถไฟชรา แล่นเชื่องช้าขึ้นเขา

เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง กับมื้อเช้าสบาย ๆ

      กว่าจะรู้ตัวก็สายแล้ว เรามาถึงจุดหมายเอาเกือบเที่ยง เลยกำหนดเวลาไปหลายชั่วโมง พี่เจ้าหน้าที่ประจำโบกี้เดินมาส่งผู้โดยสารถึงประตู ขอโทษขอโพยที่รถไฟเชื่องช้า ดูจะไม่มีใครหงุดหงิด ส่วนหนึ่งอาจเพราะทำใจมาแล้ว แต่ส่วนนึงฉันคิดว่า เหมือนที่หนังสือเลือกคนอ่าน หนังเลือกคนดู และสถานที่เลือกคนไปเที่ยว บางทีพาหนะก็อาจเป็นฝ่ายเลือกผู้โดยสารเหมือนกัน

      ฉันเดินลงรถไฟพร้อมกับที่เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งสวนมา ส่งเสียงร้องเรียกพ่อ แล้วเข้าไปกอดพี่เจ้าหน้าที่คนเดิม

      สถานีนครลำปางต้อนรับเราด้วยรอยยิ้ม

      รถมาถึงเอาเมื่อสาย แต่ความสุขคงไม่สายเกินไปถ้าเราเปิดใจสัมผัส

สถานีรถไฟนครลำปาง

 

edit @ 6 Dec 2008 20:34:14 by ระหว่างทาง

edit @ 8 Dec 2008 00:23:47 by ระหว่างทาง

 

บางคนบอกว่าฉันพาฝนมาด้วย

ฝนตกแทบจะตลอดเวลาในช่วงหกวันที่ฉันอยู่เชียงใหม่

เป็นเวลายาวนานที่สุดแล้วที่ฉันอยู่ที่นั่น

และเป็นครั้งแรกที่อยู่ในช่วงเวลาของฝน

 

  

วันแรก ๆ ในเมือง

ก่อนหลับไปพร้อมเสียงฝนฉันจะตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อจะออกไปเดินตลาดตอนเช้า

แต่สิ่งที่รอรับฉันในเช้าวันใหม่คือสายฝนที่ตกพรำชวนให้นอนต่อ

กว่าจะได้ไปหาปาท่องโก๋กาแฟใส่ท้องก็สาย ๆ

ตอนที่ฝนยังไม่หยุดแต่ซาเม็ดลงแล้ว

ช่วงวันหลัง ๆ ฉันเลยไม่ตั้งนาฬิกา

ปล่อยให้อากาศชื้น ๆ ปลุกเอง

  

ในเช้าแบบนั้นบรรดาแมวทั้งสิบสามตัวของเกสต์เฮาส์จับจองมุมต่าง ๆ งีบหลับ

อากาศสบายขนาดนั้นใครจะอดใจไหว

 

แต่ยังมีแมวหนุ่มตัวหนึ่งมาวุ่นวายกับเราเสมอ

แมวสีส้มอารมณ์สุนทรีที่เข้ามาสำรวจห้องของเรา

 

 

แมวหนุ่มผู้อยากรู้อยากเห็น  ไม่เคยอยู่นิ่ง

และชอบนั่งมองเม็ดฝน

ซึ่งถ้ามันเป็นคนฉันคงหลงรักไปแล้ว 

 

 

ถ้าถามว่าฉันทำอะไรตลอดหกวันในเชียงใหม่

ฉันเองก็ยังตอบไม่ค่อยได้เหมือนกัน

ฝนตกแทบจะในทุกที่ที่เราไป 

ทั้งบนดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ

หรือในเมือง 

ฝนตกตอนเช้า ฝนตกตอนบ่าย

ฝนตกตอนสาย ฝนตกตอนค่ำ

 

สุดท้ายแล้ว

ดูเหมือนฉันจะใช้เวลาไปกับการนั่งมองฝนมากที่สุด

และเรียนรู้ว่า ทั้งที่เป็นฟ้าเดียวกัน

แต่ท้องฟ้าก่อนและหลังฝนของเชียงใหม่กลับต่างจากกรุงเทพฯ ลิบลับ

และกลิ่นในอากาศก็หอมกว่ากันเป็นไหน ๆ

 

 

แปลกดีที่ฉันเจอรุ้งถึงสองครั้งในช่วงเวลาหกวันนี้

ทั้งที่อยู่กรุงเทพฯ ต้องใช้เวลานานปีกว่าจะได้เจอ

 

รุ้งอ้วนจางโค้งข้ามภูเขาและทำให้ฉันยิ้มออกมา

เป็นความสุขเลือนรางที่มาเยือนเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ

แต่ความสุขก็คือความสุขอยู่ดี 

 

ฉันมาทำอะไรที่เชียงใหม่นะ 

 

มานับเม็ดฝน

ถ่ายรูปแมว 

และหาโอกาสเจอรุ้งล่ะมั้ง

 

  

 

(ให้เครดิตไว้หน่อย หกภาพบนมาจากเรจีนาเกสต์เฮาส์ค่ะ อยู่หลังวัดเกตการาม เป็นเกสต์เฮาส์ที่ไปพักประจำด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าอยู่ใกล้ตลาด และให้อารมณเหมือนอยู่บ้านญาติ ไม่มีแอร์ไม่มีทีวี แต่มีต้นไม้เขียว ๆ มีลมแม่น้ำพัดเข้ามาทางหน้าต่าง และมีแมวมากมาย ล่าสุดฉันเพิ่งพบว่า ตอนฝนตก ที่นี่ยังทำให้ฉันคิดถึงสมัยเด็กตอนอยู่กับยาย)

 

 

edit @ 25 Oct 2008 18:24:00 by ระหว่างทาง

เป็นครั้งที่สองที่รู้สึกว่า แคนเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงเศร้าเหลือเกิน

            เวลาน่าจะเกือบสี่ทุ่มแล้ว และคงเพราะเป็นวันจันทร์ อนุสาวรีย์ชัยฯ จึงมีคนไม่พลุกพล่านเท่าที่คิด สะพานลอยทอดยาวรอบอนุสาวรีย์ ชีวิตผู้คนเคลื่อนที่เดินทางผ่านไป

ฉันไม่ชอบคนเยอะ แต่ก็ชอบอนุสาวรีย์ชัยฯ ด้วยบางเหตุผลคล้ายกับที่ชอบกรุงเทพฯ  ชีวิตผู้คนหลากหลายรวมกันอยู่ที่นี่ และมันคงเป็นเหตุผลให้ฉันชอบเดินหรือนั่งรถเมล์ แล้วมองออกไปสองข้างทาง ดูละครชีวิตของผู้คน

ร้านค้าบางร้านยังเปิดไฟสว่าง บางเจ้าเตรียมตัวเก็บของ พนักงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา คนเก็บขยะ คนจรที่จับจองที่ว่างริมทางต่างเตียงหลังใหญ่เริ่มต้นเดินทางข้ามผ่านอีกวัน

และนั่นวณิพก เจ้าของเสียงแคนที่ฉันพูดถึง

คุณยายผมสีดอกเลาตัดสั้นเป็นฝ่ายนั่งยอง ปากแดงด้วยหมาก มือข้างหนึ่งกุมเข่า ข้างที่เหลือถือแก้วน้ำพลาสติกที่เคยเป็นสีขาว ที่ยืนอยู่ข้างหลังคือคุณตา กำลังบรรเลงเพลงแคนพร้อมขยับตัวตามจังหวะ

เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าบางอย่างอยู่ผิดที่ผิดทาง

และนั่นคงเป็นสาเหตุให้เพลงแคนจังหวะคึกคักที่คุณตาตั้งใจบรรเลงฟังเศร้าสร้อย

พยากรณ์อากาศบอกไว้ว่า วันนี้หลายที่จะมีฝนเยอะไม่เว้นกรุงเทพฯ แต่เอาเข้าจริง กลับไม่หนักหนาไปกว่าหลายวัน ฝนหยุดนานแล้วในเวลาที่ฉันเดินไปบนสะพานลอย มองขึ้นไปเลยผ่านเส้นทางรถไฟฟ้าที่ทอดคดโค้งเหนือหัว ฟ้าหลังฝนครั้งนี้ไม่มีเมฆ แต่กลับดูขมุกขมัว

พี่ชายคนงานก่อสร้างสองคนเดินนำหน้าฉัน หนึ่งในนั้นหย่อนเงินลงกระป๋องแล้วยกมือไหว้ท่วมหัว ฉันที่เดินตามห่างออกมา เดาไม่ออกว่าใจเขาคิดอธิษฐานอะไร มองเผิน ๆ คล้ายเขาไหว้สองตายาย ที่อาจเป็นคน บ้านเดียวกัน

เพลงแคนของคุณตายังบรรเลงต่อไป เพลงที่ฉันไม่รู้จัก แต่กลับทำให้เศร้าจับใจ

ฟ้าหลังฝนวันนี้ไม่ใสเหมือนหลายครั้ง พระจันทร์ครึ่งดวงซีดจาง ฉันถอนหายใจยาว แล้วนึกถึงบางที่ไกลออกไป